รู้จักผู้เขียน

ปิยะพงศ์-อินทรปาน2

 

  • ผมชื่อ ปิยะพงศ์ อินทรปาน ชื่อเล่นว่า Golf เเต่เพื่อนๆเห็นว่าชื่อโหล  ตอนที่เรียนปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์นั้น มีคนชื่อ  Golf ถึง 6 คนด้วยกัน ผมเลยให้เรียกว่า Golffo เพราะว่าชื่อนี้มัน ทำให้เเตกต่างขึ้นมา จะได้ไม่จำสับสน
  • เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2527  ปัจจุบันอายุ 29 ปี
  • สถานะภาพ เเต่งงานเเล้ว ครับ 555
  • จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจหันมาเขียน Blog เรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุน ก็คือ การได้มีโอกาสเข้าไปเขียนบทความวิเคราะห์กราฟราคาทองคำที่ Thaigold.info เเล้วมีคนอ่าน พร้อมให้กำลังใจมากมาย  เลยเป็นเเรงบันดาลใจให้ผมหันมาเขียน Blog ของตนเองในเวลาต่อมา
  • Blog ที่ผมเริ่มทำ Blog เเรกคือ Tradetory.com โดยที่ผมใช้นามปากกาว่า ” Tradetory” เป็น Blog บันทึการเดินทางของผมเองในฐานะของเทรดเดอร์อิสระในช่วงเเรก เเละก็ก้าวเข้าสู่วงการเทรดเดอร์อาชีพในเวลาต่อมา โดยจะเขียนเป็นไดอารี่บันทึกการเดินทางทุกๆวัน  ปัจจุบันบันทึกมาได้กว่า 1,600 วันเเล้ว  ซึ่งเพื่อนๆสามารถเเวะเข้าไปดู เเละเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของผมได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเองมากนัก
  • เทรดเดอร์หลายคนอาจจะมีพรสวรรค์เเละมีเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เเต่นั่น.. มันไม่ใช่เส้นทางของผมเลย เส้นทางการเป็นเทรดเดอร์ของผมนั้น ยากลำบากเเละ “ไม่มี” เเม้เเต่กลีบกุหลาบกลีบเดียวที่จะรองรับ
  • ผมอาจจะมีพรสวรรค์ เเต่ไม่ใช่เรื่องของการเทรดเเน่นอน….พ่อ เเละเเม่ของผมท่านเป็นครู  เลยอาจทำให้ผมมีทักษะในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย เละนั่นก็คือพรสวรรค์ในการถ่ายทอดนั่นเอง เลยทำให้ผมสามารถที่จะเขียนบางอย่างเพื่อถ่ายทอดออกมาในทุกๆวัน อย่างมีวินัย   ส่วนเรื่องของการเทรดนั้น ผมต้อง…. อ่านอย่างหนัก ฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อที่จะเอาตัวรอดอยู่ในตลาดให้ได้ เเน่นอนครับว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะผมเป็นคนสร้างโอกาสขึ้นมาจากการพยามอย่างหนัก…..

 

ประวัติการศึกษา

  • ชั้นมัธยมต้น : โรงเรียน บดินทรเดชา สิงห์ สิงหเสนี  ตอนที่อยู่ที่นี่ผมเเละเพื่อนๆผู้ชายในห้องจะชอบเตะฟุตบอลมากๆ ทั้งตอนเที่ยงเเละตอนเย็น ผมเลยนั่งอยู่หลังสุดของห้อง เพราะเวลาเข้าเรียน เหงื่อจะซกมากๆ เลยเกรงใจคนอื่นๆ ตัดสินใจได้ทันทีเลยว่านั่งหลังห้องดีกว่า
  • ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย : โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  
    • มีอยู่วันหนึ่งผมเดินเข้าไปในห้องสมุด เเล้วไปเจอหนังสือที่เขียนโดย ดร.นโปเลียน ฮิวส์ ที่มีชื่อเรื่องว่า The year of growing rich สภาพหนังสือตอนนั้นเก่าเเละขาด ปะด้วยเทปกาวสีขาวบนสัน ผมลองเปิดๆ หนังสือดู พบว่าเนื้อหาในหนังสือไม่เหมือนหนังสืออื่นๆ ที่ผมเคยอ่าน หนังสือเล่มนี้บอกว่า เราสามารถจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเรามีความเชื่อมั่นที่เเรงกล้า หนังสือเล่มนั้นยังบอกอีกว่าว่า การตั้งเป้าหมายนั้นจะต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะจะทำให้จิตใต้สำนึกทำงานได้ดีขึั้น ซึ่งหลังจากทืี่อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ ผมก็รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรที่น่าสนใจอีกเยอะ ….ผมไปหาซื้อหนังสือ ของ นโปเลียน ฮิลล์มาอ่านต่ออีกหลายเล่ม เเละนั่นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมเชื่อเรื่องการสร้างโชคชะตาด้วยตัวเอง
    • อยู่ที่นี่ผมทำกิจกรรมค่อนข้างเยอะ ทั้งหัวหน้าห้องตอน ม.5 เเละ ม.6 , คณะกรรมการรุ่นด้วย ทำให้ต้องเเบ่งเวลาไปทำกิจกรรมค่อนข้างเยอะ ผลการเรียนจึงตกลงไปค่อนข้างชัดเจน  เเต่ตอน Ent ก็สามารถกลับมาขยันอ่านหนังสืออย่างหนัก เเละสามารถเข้าเรียนในคณะที่ได้ตั้งเป้าไว้ได้
  • ปริญญาตรี :จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
    •  ตอนปี1-ปี2  ผมพยามเริ่มทำธุรกิจเครือข่าย เเต่ว่าไม่ล้มประสบความสำเร็จ …. ตอนนั้นผมไม่มีความรู้ เเละยังไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิต เเต่ผมก็ได้อะไรเยอะจากธุรกิจเครือข่าย…..ซึ่งก็คือได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่น่าสนใจดังมีรายการดังต่อไปนี้
      • 1)      หนังสือของ Robert T. Kiyo saki ทุกเล่ม + เล่นเกมส์กระเเสเงินสด ผมได้หุ้นกับเพื่อนซื้อบอร์ดเกมส์กระเเสเงินสดไว้เล่นเองด้วย
      • 2)      หนังสือ Good Luck : เกี่ยวกับการสร้างโชคดีให้ตัวเอง
      • 3)      หนังสือเรื่อง Goals เเละอีกหลายๆเล่มที่เขียนโดย Brian Tracy : ซึ่งเป็นหนังสือเเนวสร้างเเรงบันดาลใจที่สุดยอดมาก
      • 4)      The Richest Man in the Babylone : สุดยอดหนังสือ Classic ที่เล่าผ่านนิทาน
      • 5)      พลังจิตใต้สำนึก : เรื่องราวของการใช้ระบบความคิดเพื่อความสำเร็จ
      • 6)      Unlimited Power ของ Anthony Robbins
      • 7)      หนังสือของ เดล คาร์เนกี
      • 8)      Physco Cybernetics ของ Maxwell Malt
      • 9)      หนังสือที่เขียนโดย John C. Maxwell
      • ตอนนั้นผมรู้ว่า ผมอยากจะมั่งคั่ง เเต่ยังมองไม่เห็นลู่ทาง รู้สึกว่าทางนี้มันไม่ใช่เส้นทางของเรา เเต่ข้อดีของทางนี้ทำให้ผมได้เพื่อนใหม่จากการเล่นเกมส์กระเเสเงินส    ซึ่งเพื่อนของผมนั้นหลายคนก็ได้กลายมาเป็นคนมีชื่อเสียง ณ ปัจจุบัน เช่น
        • 1.คุณ เจี๊ยบ นพรัตน์ ทองศักดิ์ : ตอนนั้นทำอู่มอร์เตอร์ไซด์อยู่ ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจเครือข่ายติด Top 10 ของบริษัทเสมอๆ โดยมีรายได้ตั้งเเต่หกหลักต้นๆ – หกหลักกลางๆ ต่อเดือน
        • 2. คุณ เบนซ์ Ebay ตอนนั้นเป็นเพียงนิสิต ธรรมดามากๆ ที่ต่อมาเป็นผู้เชียวชาญเรื่อง E-bay เเละ Amazon  ระดับประเทศ
        • 3. คุณ ต่อศักดิ์ เเห่งชมรม Richdad thai  ที่รู้จักในนามผู้ให้ ผู้ที่มีเเต่ให้ ให้ เเละก็ให้สื่อความรู้เเก่ผู้อื่นเสมอๆ ปัจจุบันเป็น Internet Marketer  ที่มีรายได้หกหลักทุกเดือน
        • 4. เทรดเดอร์เปียโน : ผมไป Recruit เค้ามาทำขายธุรกิจเครือข่ายตอนนั้นเค้าทำค่ายอื่นอยู่ เพราะการRecruit เลยทำให้รู้จักกัน
        • 5. พี่นุ๊ก ธนสิทธิ์ :ตอนนั้นเค้าทำเครือข่ายอยู่ค่ายนึง เริ่มจะมีชื่อเสียงบ้าง เเต่ไม่ดัง   ปัจจุบันเขาติด Top 3 ของ Aimstar มีรายได้มากกว่า 7 หลักต่อเดือน
      • มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก ที่ผมรู้จักบุคคลพวกนี้ก่อนที่เค้าจะประสบความสำเร็จเเละมีชื่อเสียง ผมได้เห็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของหลายคนตามที่ผมเอ่ยชื่อมา มันเริ่มจากความคิดที่เปลี่ยนไปหลังจากการอ่านหนังสือ + เล่นเกมส์ นำมาสู้การปฎิบัติจริง ผมเกือบจะพูดได้เลยว่า กว่า 70% ที่เล่นเกมส์กระเเสเงินด้วยกัน ในวันนั้นล้วนเจอหนทางที่ตนเองถนัด เเละทำมันอย่างมีความสุขในวันนี้
    •   ตอนปี 3
      • หันมาเล่นการเมืองในคณะ โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานเชียร์ เเละก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาทำงาน สำหรับความเห็นของผมเเล้ว ผมว่าผมทำได้ไม่ดีเลย คะเเนนที่ผมให้ตัวเองนั้นคือ 5/10
      •  เริ่มรู้จักหุ้น เเละลงทุนในหุ้นครั้งเเรก  ล้มเหลวเเละขาดทุน    ต่อมาผมพยามจะใช้วิธีการ DSM เเล้วปรับเปลี่ยนไปโน่น ไปนี่ เปลี่ยนวิธีการไปเรื่อย ๆ ไม่มีหลักจับยึด เเละพอร์ตผมก็เเย่ลงเรื่อยๆ เเต่ข้อดีของการเริ่มลงทุนคือ ทำให้ผมหันมาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมากขึ้น ผมอ่านหนังสือของ ดร.นิเวศน์ คิดในใจ โอ้วเยี่ยมเลย … เเต่รู้สึกว่ายังไม่ใช่เเนวผม ( ซึ่งไม่เเน่ว่า ถ้าผมศึกษาอย่างจริงจัง ผมอาจจะเป็น VI เต็มตัวไปเเล้วก็ได้) ต่อมาผมได้มีโอกาสเข้าโครงการ Nips (นักลงทุนรุ่นใหม่) ตอนนั้นเป็นรุ่นที่ 7 พอดี   ทำให้ได้พบเจอกับเพื่อนๆที่สนใจเรื่องหุ้นหลายๆคนเลย เเละยังทำให้ผมรู้จักหนังสือเกี่ยวกับหุ้นที่น่าสนใจอีกหลายเล่มเลยทีเดียว
      • ลงเเข่ง Fast Program นักวางเเผนทางการเงินรุ่นใหม่ ที่จัดโดย บล.ภัทรหลักทรัพย์ ร่วมกับ บล.กสิกรไทย เเละก็เมืองไทยประกันชีวิต ผลปรากฏว่าทีมผลพลิกล็อคชนะ   ทำให้ผมได้เงินรางวัล เเละมีโอกาสไปต่างประเทศดูงานที่ฮ่องกง บล.เมอริลลินซ์ ถือเป็นความสำเร็จครั้งเเรกที่เป็นเหมือนไฟส่องมาให้เห็นทาง ว่าถ้าเราพยามอย่างหนักเราจะสำเร็จ….ความสำเร็จครั้งนี้ถ้าใครรู้จักผมจะรู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเเน่ๆ ทีมเราเป็นทีมที่เเทบจะอยู่ Rank สุดท้ายจากความคาดหมายว่าจะชนะ เเต่ด้วยความขยันทำงานหนักเเละ สม่ำเสมอทำให้สามารถพลิกมาชนะได้ จากนั้นก็พยามลงเเข่งขันโครงการการเงินการลงทุนเกี่ยวกับการเงินต่อๆมา
      • ลงเเข่ง MMA (Money Management Award)  เข้ามาถึงรอบ 3 ตอนนั้นได้รู้จักเพื่อนๆ วัยเดียวกันที่สนใจการเงินหลายคน ที่ปัจจุบันพวกนั้นกลายเป็น VIชื่อดังไปเเล้ว
      • ลงเเข่ง YRC ( Young Researcher Competition) เข้ารอบมาได้ลึก ตอนนั้นทำ Model การเงินไม่เป็นเลย เข้าไปเจอดร.นิเวศน์ สัมภาษณ์ ผมตอบคำถามไม่ได้เลย เลยตกรอบไปอย่างไม่ต้องสงสัย เเต่ผมคิดในใจไว้เเล้วว่าจะกลับมาเเข่งขันใหม่ในปีต่อไปอีกเเน่นอน
    • ตอนปี 4
      • ลงเเข่ง MMA (Money Management Award) —-> ล้มเหลวอีกครั้ง ปีนี้พยามอย่างหนักเเล้วก็ยังไม่สำเร็จ
      • ลงเเข่ง YRC ( Young Researcher Competition)—-> ล้มเหลว วันสอบติดธุระพอดี
      • ลงเเข่ง MFC Talent Award  ซึ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวกับการเเข่งขันการบริหารพอร์ตลงทุน ทั้งตราสารทุนเเละตราสารหนี้ได้เข้ามาถึงรอบ12 ทีมสุดท้ายเเต่ไม่ได้รางวัล
      • เข้าสัมนา LandMark Forum Education  พี่ที่เคยเล่นเกมส์กระเเสเงินสดเป็นคนชวนเข้าไป ผมชอบวันสุดท้ายมากเพราะรู้สึกว่าได้เข้าถึงพื้นที่ๆเรียกว่า ว่างเปล่าเเละไร้ซึ่งความหมาย รู้สึกโล่งสบายจริงๆ
      • นอกจากยังได้จัดตังบริษัทของตัวเองเปิดเป็นธุรกิจร้านสิ่งพิมพ์ครบวงจร  เเน่นอนว่าผมอยากจะมั่งคั่งผมเลย คิดว่าจะเริ่มสร้างกิจการด้วยตัวเอง เลยขอเงินจากทางบ้าน เเล้วไปหาหุ้นส่วนเริ่มลงทุนอีกหลายคน จนในที่สุดก็สามารถจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด โดยผมถือหุ้นอยู่ 55% ได้สำเร็จ ช่วงเเรกกิจการไปได้ดี

 

  • ปริญญาโท:สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) MBA การเงิน หลังจากที่จบปริญญาตรีเเล้ว ผมก็ดูเเลกิจการ พร้อมกับสมัครเรียนต่อโทเลยทันที ที่ผมเลือกที่นิด้า เพราะว่าได้ยินชื่อเสียงมานานเเล้วทีเดียว เเละก็ใกล้บ้านมากๆเพียงเเค่ 3 ป้ายรถเมลล์เท่านั้น  ทำให้ผมเดินทางไปกลับได้สะดวกมากๆ
    • ป.โทปี1
      • ผมเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนในหุ้นจาก เวบ Laopee.com เเล้วสั่งซื้อ CD มาศึกษาเอง จากนั้นก็เข้าไปหารูปแบบการเทรดตามเวบบอร์ดต่างๆของต่างประเทศ เเล้วลองเข้าไปเขียนวิเคราะห์ราคาทองคำใน เวบ Thaigold.info โดยใช้นามปากกาว่า Durahan ซึ่งตอนนั้นผมเริ่มเปิดพอร์ตเทรดต่างประเทศ
      • ลงเเข่ง MMA (Money Management Award) —-> ล้มเหลวอีกครั้งเป็นรอบที่ 3
      • ลงเเข่ง YRC ( Young Researcher Competition)—-> เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย เเต่ไม่ได้รางวัลไปต่างประเทศเพราะว่าเอาเเค่ที่ 1-2 ไป เนื่องจากเข้ารอบสุมท้ายเเล้ว ผมจึงไม่มีโอกาสกลับมาเเข่งขันได้อีก
      • ธุรกิจร้านสิ่งพิมพ์ครบวงจร มีปัญหาจนต้องปิดกิจการเเละขายสินทรัพย์ในร้านออกไป ทำให้ผมรู้สึกว่าถ้าทรัพย์สินในร้านมันเป็นตราสารที่ขายออกได้ ความเสี่ยงมันคงจะลดลงไปมาก เเละนั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ผมมุ่งหน้าสู่การศึกษาหาความรู้จากตลาดการเงินแบบ 100% เต็ม
      • ลงทุนในบริษัทปิด Bizcon Publishing ของ กลุ่ม Richdad thai โดยเป็นผู้ถือหุ้น 6% เพื่อออกนิตยสาร Financial Freedom Magazine (นิตยสารการเงินส่วนบุคคล)เเต่ต่อมากิจการก็มีปัญหา เงินที่ลงทุนไปเเทบไม่เหลืออะไรเลย
    • ป.โทปี2
      • ที่นิด้ามีการเเยกภาคไปตามที่ได้เลือกไว้  ผมได้อยู่ภาคการเงินซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องของการประเมินมูลค่าหุ้น เเละก็วิชาตราสารอนุพันธ์ด้วยวิชาที่ผมสนใจอยู่เเล้ว  ผมทำคะเเนนได้ค่อนข้างดี จนได้มีโอกาสได้รับเลือกไปเป็นTA ช่วยสอนในวิชา ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเงิน เกรดของผมขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเข้าเกณฑ์ผู้มีสิทธิที่จะขอรับทุนเรียนต่อจากนิด้า
      • ช่วงนี้ผมศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการเทรดTFEX ในตลาดไทย เเละการเทรดค่าเงิน น้ำมัน ทองคำ ในตลาดต่างประเทศ เรียกว่าอะไรที่สามารถเคลื่อนไหวได้ผมเทรดหมด ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จนต้องเติมเงินเข้าพอร์ทไปหลายครั้งเลยทีเดียว  เเต่ผมก็ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผมขาดทุน เเละก็พยามที่จะลด ละ เลิก
      • ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาเรื่องการเทรดจาก chaloke.com  ซึ่งผมพบว่าเป็นเเนวทางที่ใช่เเละเหมาะกับตัวผม จากนั้นผมก็เข้าไปหาข้อมูลของการเทรดตามเวบบอร์ดต่างประเทศเพื่อนำมาต่อยอด  ถ้ามีเวลาผมจะนำระบบใหม่มาทดสอบ เเละปรับเเต่ง

ประสบการณ์

  • FreeFast.co.ltd 
    • เป็นบริษัทที่ผมจัดตั้งขึ้นมาเอง โดยถือหุ้นอยู่ 55%  พร้อมกับหาหุ้นส่วนมาร่วมทุนด้วยอีกหลายคน  เพื่อประกอบกิจการเกี่ยวกับร้านสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร ที่ชั้น 4 Big-C ลาดพร้าว
    • ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามกับห้องประชุมของบริษัท โสมเกาหลีตังกุยจับ ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจเครือข่ายขนาดใหญ่ในเวลานั้น  ลูกค้ากลุ่มหลักของผมจึงเป็นนักธุรกิจเครือข่ายที่เข้ามาทำสื่อเพื่อโปรโมท เเละทำนามบัตร  ซึ่งช่วงเเรกกิจการไปได้ดีเลยทีเดียว
    • เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี เริ่มมีคู่เเข่งเกิดขึ้นเเละทำรูปแบบกิจการเเบบเดียวกัน ประกอบกับ นักธุรกิจเครือข่ายฐานลูกค้าหลักมีการย้ายค่าย หันไปทำธุรกิจเครือข่ายบริษัทอื่น  เลยทำให้จำนวนลูกค้าค่อยๆลดลงๆ เรื่อยๆ   ยอดขายของร้านผมก็ตกลงไปเช่นกันตามจำนวนของลูกค้าที่ลดลง  จนมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะต้องทำอย่างไร  เพราะถ้าเปิดต่อไป รายจ่าย อาจจะเเซงหน้ารายรับเเล้ว
    • เลยต้องตัดสินใจปิดกิจการ สินทรัพย์ที่ขายได้ก็ขายออกไป เพื่อนำเงินมาคืนให้กับผู้ถือหุ้นที่ร่วมลงทุน  ส่วนสินทรัพย์ที่ขายไม่ได้ พวกโต๊ะเเบบ Build ติดผนังก็มาอยู่เป็นของในบ้านผมจนถึงทุกวันนี้  จากตรงนั้นทำให้ผมได้เรียนรู้ศัพท์ของโลกการเงิน 2 คำที่ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป
    1. Cut loss  : ผมต้องยอมปิดกิจการ เพราะถ้ายังเปิดต่อผมจะขาดทุนหนักขึ้นเรื่อยๆ
    2. Liquidity : กิจการเมื่อปิดลงเเล้ว  สินทรัพย์ในร้านเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้ยากมาก  ถ้าสมมุติทรัพย์สินในร้านมันเป็นตราสารที่ขายออกได้ ความเสี่ยงมันคงจะลดลงไปเยอเลยทีเดียวะ  ทำให้่ผมรู้สึกว่าหุ้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าการเปิดกิจการเอง  เพราะถ้าเรารู้สึกว่าหุ้นที่เราถืออยู่ไม่ดี ไม่สบายใจที่จะถือ เราสามารถที่จะขายออกได้ทุกเวลา  นั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ผมมุ่งหน้าสู่การศึกษาหาความรู้จากตลาดการเงินแบบ 100% เต็ม
  •  บริษัทหลักทรัพย์ UOB  Key Hian
    • ผมเข้าทำงานในแผนกวิเคราะห์หลักทรัพย์สถาบัน ตำเเหน่ง Data Base Management  หน้าที่ผมคือการหาข้อมูลให้กับนักวิเคราห์หลักทรัพย์ทั้งทีม  ซึ่งแผนกวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ผมอยู่นั้น มีหัวหน้า + นักวิเคราะห์อีก 4 คน เเล้วก็ผม  งานเริ่มราวๆ 7.00 เพราะเป็นฝั่งสถาบันต้องทำงานร่วมกับสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์  พี่ๆมากันก่อน 7 โมงผมเลยต้องมาถึงก่อนที่ 6.30  ต้องตื่นตั้งเเต่ 5.00 เพราะที่ทำงานอยู่ไกลจากบ้านมาก
    • งานของผมนอกจากที่จะต้องทำข้อมูลกับโปแกรม  Excel  Pacemaker  เเละ Bloomberg เเล้วยังต้องติดต่อเรื่อง Company Visit ให้กับนักวิเคราะห์ลักทรัพย์ด้วย  ผมจำได้ว่าช่วงนั้นผมต้องคอยดูว่าตัวเลขจากธนาคารเเห่งประเทศไทย ,ตัวเลขจากสภาพัฒน์ ,ตัวเลขเศรษฐกิจ จะออกวันไหน เเล้วจัดเก็บเข้าฐานข้อมูลทั้งหมด
    • ผมจำได้ว่าช่วงนั้นผมใช้ Excel เก่งมากๆ ทำกราฟจาก Excel ได้เร็วปรื๋อ
    • ช่วงนั้นผมยังคงเข้าไปวิเคราะห์เเนวโน้มทิศทางราคาทองคำให้  Thaigold.info อย่างต่อเนื่อง  ผมจำได้ว่า กระทู้ที่ผมเข้าไปวิเคราะห์นั้นมียอด View กว่า 400,000 ครั้ง  เพราะว่าช่วงนั้นผมวิเคราะห์ทิศทางได้เเม่นยำมากๆ พอร์ตตัวเองก็โตขึ้นเกือบ 3 เท่าในเวลาอันรวดเร็ว เเต่เเล้วเเค่พลาดครั้งเดียว เพียงเเค่ไม่ได้ตั้ง Stoploss เเละการ over trade คืนนั้นราคาทองลงมาเร็วมากตอนทุ่มกว่าๆ ผมกำลังเรียนภาษาพอดี เพราะทางบริษัทจะส่งผมไปดูงานที่สิงคโปร์ ………. กลับไปถึงบ้านเเทบช๊อค เพราะราคาทองดิ่งลงเร็วมาก เป็นเเท่งเเดงยาว คืนนั้นผมรอให้รีบาวน์ เเล้วจะหาจังหวะคัทลอส เเต่ราคาไม่เด้งขึ้นมาเลยเเถมยังลงอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายคราวนั้นพอร์ตหายไป 2 ใน 3
    • ที่นีผมได้มีโอกาสถูกส่งไปฝึกงานที่สิงคโปร์ 1 อาทิตย์  โดยที่ออกเดินทางคนเดียว ซึ่งตอนนั้นเป็นการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวครั้งเเรก  ตื่นเต้นมาก เเต่ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง  เพราะมันทำให้เราได้ก้าวข้ามโซนของตัวเองออกไป
    • ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่คนนึงที่เคยอยู่ทีมเดียวกันในการเเข่งขันโครงการทางการเงิน เขาเป็น Prop Trader เเละเล่าถึงงานของเขาให้ฟัง ผมฟังเเล้ว โอ้ววว…  มันใช่เลย นี่คือสิ่งที่ผมตามหา  ต่อมาไม่นานผมก้ทราบว่าพี่เขาออกจากProp Trader เพราะไม่สามารถทำกำไรได้  เลยทำให้ผมรู้สึกว่าเส้นทางนี้ไม่ง่ายอย่างเเน่นอน
    • ผมทำงานอยู่ที่นี่ได้ปีกว่าๆ ก็ขอลาออกเพราะรู้สึกว่า งานไม่ค่อยตรงกับความชอบของตัวเองเท่าไหร่  ตอนนี้มีหนทางอยู่ 2 อย่างที่ผมอยากเลือกเดินคือ การไปเรียนต่อเอก เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์สอน หรือการเข้าไปลุยในตลาดเเบบ Prop Trader
  • อยู่บ้าน 7 เดือน 
    • 2 เดือนเเรกนั่ง Clear ชีวิตตัวเองทั้งหมด  ผมนั่งปรับเปลี่ยนเเผนอยู่หลายครั้ง  วางเเผนทั้งหมดให้เห็นภาพว่าชีวิตต้องการอะไรจริงๆ   วางเเผนการเงิน วางเเผนการเทรด นั่งทดสอบ หาข้อมูลเรื่องการเทรดอย่างจริงๆจัง นับเป็น 2เดือนที่ทำให้ผมเห็นภาพชีวิตของตัวเองชัดเจนมาก เเละเริ่มเข้าใจระบบที่ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง (หลังจากนั่งทดสอบระบบ มาทั้งวันทั้งคืน เเละอ่านหนังสือ E-book บทความจากเวบต่างประเทศอีกมากมาย
    • ผมส่ง Resume ของผมไปตาม บ.ล หลายที่ ที่คิดว่าน่าจะมี เเผนก Proprietary Department อยู่ครับ  อาจจะโชคดีที่ผมรู้จักเคนที่เคยเป็น Prop trader เลยพอรู้ว่ามีบล ที่ไหนบ้างที่น่าจะมีเเผนกนี้ ผมชวนเพื่อนไปสมัคร
    • ในที่สุดผมกับเพื่อนก็ถูกเรียก ไปสอบข้อเขียน (ใน Resume ที่ส่งมากว่า 100 ใบ นั้นจะถูกเรียก มาสอบเพียงเเค่ประมาณ 50%) ข้อสอบที่ผมทำนั้นถ้าตอบผิดติดลบ นั่นเเสดงว่าถ้าไม่รู้จริงเเล้วไปเดา ก็จะโดนคะเเนนติดลบเอาได้ครับ โดยข้อสอบเป็น 2 ส่วน ตัวเลือก + ข้อเขียน    ส่วนข้อเขียนจะถามเกี่ยวกับเรื่องของระบบ หรือวิธีการเทรดของเรา รอบนี้ผมทำได้ค่อนข้างดีครับ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เเละก็เป็นไปตามคาด ผมสามารถเข้าสู่รอบถัดไป
    • จากข้อสอบข้อเขียน ก็จะเหลือผู้ผ่านเข้ารอบประมาณ 15-20 คน เพื่อเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ ในรอบนี้ ผมตอบได้ทุกคำถาม เเทบจะ 100% พี่ที่สัมภาษณ์บอกว่าตอบคำถามได้ดี เเนวคิดได้ ขอดูเรื่องสุดท้ายว่าสามารถเข้ากับทีม เเละ นโยบายบริษัทได้รึป่าว  ผมกลับไปรอลุ้นที่บ้าน  ผ่านไป 2 วันฝ่ายบุคคลโทรมาครับ ผลออกมาผิดคาดไปมากๆ ผมตกรอบนี้   ณ ตอนนี้ผมมึนงง ทำอะไรไม่ถูก ชาไปหมด  อาจจะด้วยความคาดหวังที่สูงเเล้วมันผิดคาด ส่วนเพื่อนของผมเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายครับ  เท่ากับว่า จาก 100 กว่าคน คัดเหลือ  50 คน  คัดเหลือ  15 คน ( ผมหยุดที่รอบนี้)  จากนั้นคัดต่อเหลือ 5 คน เเล้วรับไว้2 คน ( รับเข้าเป็น Trader 2 ตำเเหน่ง ครับ)เพื่อนของผมสามารถทะลุเข้าสู่รอบการเป็น Trader ได้สำเร็จ ส่วนผมไม่ได้เป็น
    • ผมยังอยากรู้ถึงเกณฑ์การตัดสินของกรรมการ เลยส่งE-mail ถามอย่างสุภาพ ว่าผมมีจุดบกพร่องตรงไหน   พี่เค้าก็ใจดีตอบมาให้ครับ ว่าตอนสัมภาษณ์ผมมีลักษณะอาการที่เรียกว่า Super Ego คือเชื่อมั่นในคำตอบมาจนเกินไป อาจจะคุมให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ยาก ก็เลยตัดให้ตกรอบ ผมเลยเขียนE-mail ตอบกลับไปว่า ถ้าคราวหน้ามีโอกาสอีกครั้ง ผมจะขอกลับเข้าไปสัมภาษณ์ใหม่
    • เวลาก็ผ่านไป อีก 1-2 เดือน …………..
      • ผมกลับมาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมต่อเอก
      • ผมเริ่มเขียน Blog บันทึกการเดินทางของเทรดเดอร์ เเละก็เเต่งหนังสือเส้นทางเทรเดอร์สู่ความมั่งคั่ง
    • ทางฝ่ายบุคคลของบล ติดต่อผมมาอีกครั้งให้เข้าไปคุยเพื่อเข้ารับการทดสอบรอบใหม่    คราวนี้มีเกณฑ์ใหม่ให้ทดสอบ คือ ให้นั่งเทรด TFEX ของจริงอยู่บ้านโดยทดสอบที่พอร์ตตัวเอง   เขียนบันทึกการเทรดเเละก็วิเคราะห์ ตลาด 1 เดือน ถ้าผ่านเกณฑ์จะเรียกกลับเข้าไปสัมภาษณ์อีกครั้ง เป็นระยะเวลา 1 เดือนที่ผมเจอความกดดันอย่างถึงที่สุด
    • ณ เวลานั้นเพื่อนผมที่ไปทำ Prop trade เริ่มเครียด บวกกับความรู้สึกไม่มั่นคง จึงขอลาออกจากการเป็นเทรดเดอร์  ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับผมมากๆครับ
    • วันประกาศผลก็มาถึง ผมโชคดีมากๆครับ ที่ทางหัวหน้าเเผนก Prop ให้โอกาสผมกลับไปสัมภาษณ์อีกครั้ง
    • วันสัมภาษณ์  ต้อง สัมภาษณ์ เป็นภาษา Eng ประมาณ 2.5 ชั่วโมง
    •  1 วันจากวันสัมภาณ์ ทางฝ่ายบุคคลก็โทรเรียกให้ไปตรวจสุขภาพ ต่อ
  •  บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป ประเทศไทย 
    • ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี  เเต่เมื่อเริ่มมาเป็น Trader จริงๆ เดือนเเรก ผมทำกำไรได้นิดหน่อย จากนั้นเดือนที่ 2 นั้นขาดทุนเกือบทุกวัน จนกราฟกำไรสะสมตกลงอย่างน่าตกใจ ถึงตอนนี้ผมถูกทางหัวหน้าให้หยุดเทรด กลับไปเทรดกระดาษ (เรียกว่า Paper Trading) เพราะผมยังจับทางในการเทรดไม่เจอเลย ถ้าปล่อยเเบบนี้อีกเเค่ 1-2 อาทิตย์ ผมคงจะไม่รอดเเน่ๆเเล้ว เพราะเริ่มถูกทางผู้บริหารเพ่งเล็ง  ช่วงนั้นกดดันมากๆครับ เพราะกว่าจะเข้ามาได้ก็ยากเย็น นี่กำลังจะถูกให้ออก
    • ผมมีทางเลือกเดียว คือต้องเอาตัวรอด ผมจึงตั้งใจจับอารมณ์ตลาดอย่างจริงจัง นั่งทำการบ้านอย่างหนัก  จนเริ่มสังเกตุรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาได้  เหมือนคนที่เริ่มขี่จักรยานเป็น กราฟกำไรเริ่มตั้งได้เเละหยุดการขาดทุน
    • ผ่านไป 6 เดือนจากที่จะถูกออก ได้เลื่อนขั้นจาก Beginner Trader ซึ่งรับเงินเดือน Fix +profit sharing 10% มาเป็น  intermediate Trader ซึ่งรับเงินเดือน Fix +profit sharing 25%
    • ผ่านไปอีก 4 เดือน ขยับขึ้นเป็น  Advanced Trader ซึ่งรับเงินเดือน Fix +profit sharing 50%
    • ผ่านไปอีก 7 เดือน เพิ่มขนาดหน้าตักจนเต็ม Limit ของตนเอง
    • ปัจจุบัน เป็น เทรดเดอร์ที่เข้าใจตลาด TFEX โดยสมบูรณ์ สามารถรู้สึกได้ ว่าราคาในวันนั้นๆ จะไปทางไหน หรือถ้าผิดก็สามารถกลับตัวได้ทัน
    • คติที่ผมนำมาใช้ในการฝ่าฝันบนเส้นทางการเทรดนั้น  มาจากคำคมจากโฆษณเบียร์สิงห์ ที่ว่า ….. โชคดีในชีวิตมนุษย์ อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ถ้าเราฝึกซ้อมอย่างหนัก

งานเขียนเเละให้ความรู้

  1. Blogger @ Tradetory.com
  2. Blogger @ Settrade.com (ขวาล่างขึ้นมาเเถวที่สองจากภาพครับ )
  3. Blogger @ Tfexroom.com
  4. เขียนหนังสือ “เส้นทางเทรดเดอร์สู่ความมั่งคั่ง”
  5. วิทยากรรับเชิญตามงานต่างๆ

ชีวิตส่วนตัว

  • งานอดิเรกชอบการเขียน เเละก็อ่านหนังสือใหม่ๆหลายๆเเนว
  • สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเข้าไปดูหนังในโรงภาพยนตร์  ส่วนใหญ่เดือนนึงผมจะดูหนัง 3-4 เรื่องต่อเดือน  ผมรู้สึกว่าการดูหนังเป็นวิธีการเดินทางท่องเที่ยวที่ถูกที่สุดสำหรับผม เเละก็เป็นการจ่ายเงินที่คุ้มค่าในราคา 160-200 บาท เพื่อจะไปดูผลงาน ที่ใช้ทุนในการสร้าง ตั้งเเต่ 50 จนไปถึงหลักพันล้านล้าน
  • idol เทรดเดอร์สำหรับผม คือ  Jesse livermore ในมุมที่ว่า เเนวคิดของเขายังสามารถนำมาใช้ได้ดีเเม้ในปัจจุบัน เรียกว่าเเนวคิดข้ามกาลเวลากันเลยทีเดียว  เเละก็ ลุงโฉลก สัมพันธารักษ์ ผมชอบลุงในเเง่ของการใช้ชีวิตเเบบ พอเพียง
  • คติประจำใจของผม  2 อันครับ
    • ชีวิตเเละราคา มีขึ้น มีลง มีเปลี่ยนเเปลงไป
    • โชคดีในชีวิตไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  ถ้าเราฝึกซ้อมอย่างหนัก
  • ปัจจุบันเเต่งงานเเล้ว  กำลังรอสมาชิกใหม่เข้ามาสู่ครอบครัวครับ
  • ความคาดหวังของผม
    • อยากได้มีโอกาสไปเเนะเเนวอาชีพใน Class ของนิสิตนักศึกษา เพื่อเเนะนำเส้นทางของการเป็นเทรดเดอร์ว่า มีขั้นตอนในการเตรียมตัวอย่างไร  ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง
    • จัดสัมนาเกี่ยวกับการลงทุน  โดยที่นำค่าใช้จ่ายไปสมทบกับโครงการเพื่อสังคม เเละก็สาธารณกุศลต่างๆ
    • เปิดห้องสมุดการลงทุนขนาดเล็ก เพื่อเป็นเเหล่งรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับการเทรดที่ผ่านการกรองเเล้วว่าเนื้อหาน่าสนใจจริงๆ เเละหนังสือที่เสริมสร้างเเรงบันดาลใจทั้งหลาย

Leave a Reply