วันที่ 22 ของการเดินทาง (31 สิงหาคม 2009)

ยังมีโฆษณา สิงห์อีกตัวที่ผมชอบมากๆครับ ในโฆษณาจะพูดถึงเรื่องของการฝึกซ้อมอย่างหนัก ถึงจะประสบความสำเร็จ

ซ้อมจริงๆ เนี่ยจะให้มีอะไรมากวนไม่ได้เลย
คือ หนึ่งห้ามรับโทรศัพท์


การฝึกวงสวิง ต้องฝึกซ้ำๆ จนกล้ามเนื้อจำวงสวิงได้
กอล์ฟมันต้องซ้อม ถ้าไม่ซ้อมนี่ ให้เล่นทั้งชาติก็ไม่เก่ง

ในเกมส์กอล์ฟ การฝึกซ้อม….เปรียบเหมือนการปรับโฟกัสกล้องให้ชัด
สามสี่ร้อยลูก ชิป พัด ระเบิดทราย อะไรพวกนี้

ในบางจุดต้องการซ้อมต้องละเอียดถึงทฤษฎีเเรงลม
เราต้องมาซ้อมก่อน เราต้องมาโดนหญ้า โปรยหญ้าว่าลมเเรงขนาดไหน
…เเล้วถึงจะเผื่อเหล็กเข้าไป
ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมด

โชคดีในชีวิตมนุษย์อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากฝึกซ้อมอย่างหนัก

ฉากสุดท้ายนี่ผมจำได้ดีเลยครับ เพราะเค้าสามารถทำ Hold in one ได้
ไม่ใช่เพราะโชค เเต่มาจากการฝึกซ้อม
ที่ผมอยากจะสื่อผ่านโฆษณาพวกนี้ก็คือ บางครั้งเรามองว่าบางคนโชคดี เพราะดวง
เเต่ไม่ได้ไปมองเห็นตอนที่เขาฝึกซ้อม
อย่างไทเกอร์ วูดส์นั้น ตัวเค้าออกจากสนามซ้อมหลังเพื่อนเสมอ เเละได้ฝึกซ้อมอย่างหนักมาตั้งเเต่เด็ก
จึงไม่น่าเเปลกใจที่จะก้าวขึ้นมาถึงตำเเหน่งเเชมป์โลกได้

วันนี้มีปัญหาในการเทรดนิดหน่อย ตรงที่ DataFeed หมดอายุพอดีครับ จึงถือโอกาสหาจังหวะปิด Positon ไปก่อน เนื่องจาก
1.ออปชั่นอยู่ฝั่ง Put มากกว่า ดังนั้นถ้าราคาลงน่าจะได้กำไร
2.หาจังหวะปิด Option บางตัว เพื่อเพิ่มเงินให้ปริมาณ Maintainance margin เพิ่ม

วันที่ 21 ของการเดินทาง

วันนี้ตอนเช้าผมอ่านหนังสือ เรื่อง.”เมื่อคุณรู้อนาคตได้ล่วงหน้า” เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้เล้วผมเป็นกังวลเรื่องงานพอสมควรว่าผมจะผ่านสุดท้าย ได้รับการตอบรับเป็น Proprietary Trader ” หรื่อไม่ สำหรับผมมันน่าจะเป็นงานที่ตรงกับตัวตนผมจริงๆ เพราะว่า
1.ผมสามารถนั่งทดสอบระบบการเทรดได้ติดต่อกันยาวนาน เป็น 4-6 ชั่วโมง โดยที่มีสมาธิมากๆ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ ไม่เหมือนกับการทำกิจกรรมอย่างอื่น
2.ผมชอบอ่านหนังสือ เกี่ยวกับการเทรด หากมีเวลาผมจะเข้าไปหาE-book เกี่ยวกับการบริหารเงินหน้าตัก จิตวิทยาการเทรด ตามเวบต่างๆ ซึ่งก็ได้ความรู้เเละมุมมองใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง
3.ผมจะรู้สึกสนุกตื่นเต้นมาก เวลาเข้าเทรดค่าเงิน เเม้ว่าจะขาดทุน หรือกำไร อาจเป็นเพราะว่าผมฝึกฝนมากับตลาดเงินที่ต้องอาศัพจังหวะเข้าออกที่รวดเร็ว
4.หากมีเวลาว่างผมจะชอบมาดูกราฟย้อนหลัง ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไร

ผมอาจจะได้ไปเป็นเทรดเดอร์ในบริษัทหลักทรัพย์
ผมอาจจะได้เป็นเทรดเดอร์อิสระ
เเต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การเทรดก็ยังคงอยู่กับผมต่อไป

กลับมาเเล้วครับในตอนเย็น
ผมนึกถึงโฆษณาของเบียร์สิงห์อันนึงดีมากๆ ครับ ในโฆษณาบอกว่า …..

กอล์ฟมี 18 หลุม……. บางหลุมเราก็พลาด
ข้อสำคัญลืมหลุมนั้นทันที

ต้องตัดทิ้งไปเลยครับ
หลุมที่ผ่านมาอะทิ้งไปเลย

ต้องมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว
มันไม่ใช่ The end of the world
มันไม่ใช่เป็นที่สิ้นสุดของชีวิต

ตราบใดที่พระอาทิตย์ยังขึ้นทางทิศตะวันออก
….เรามีความหวังเสมอ

เเรงปั๊มเเรงฉีดของหัวใจ…….เราต้องควบคุมมันให้ได้
ใจต้องนิ่ง ให้นิ่งที่สุดเลย
ซ้ายไม่ได้ ขวาไม่ได้
ใจต้องเด็ดขาด ใจว่าลูกนี้ลง …..ต้องลง

ในเกมส์กอล์ฟ ถ้าใจชนะ….ก็ชนะเเล้ว
ในเกมส์ชีวิตก็เหมือนกัน

ฟังเเล้วรู้สึกมีเเรง Motivate ดีครับ
เมื่อปีที่เเล้ว ผมจะฟังเวลาที่เทรดพลาด ผมรู้สึกว่ากอล์ฟกับการเทรด มีหลายๆอย่างคล้ายกันอยู่
เพื่อนๆคนไหนรู้สึกท้อใจ ก็ลองนึกคำพูดจากโฆษณานี้ให้ดี

วันที่ 20 ของการเดินทาง

ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังครับ คือเพื่อนผมกำลังจะเปิดสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง ก็เลยหาหนังสือที่จะเปิดตัวพร้อมกับสำนักพิมพ์ในช่วงมกราคมนี้ ส่วนผมเองก็อยากจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเทรด ซึ่งหนังสือเล่มนี้ไม่ได้คาดหวังผลกำไร เเต่ต้องการจะเผยเเพร่เเนวคิดให้คนรู้จักการเทรดกันมากขึ้นเท่านั้น อีกอย่างความรู้ที่ผมศึกษามาก็จะได้มีส่วนช่วยให้คนประหยัดเวลาในการเดินทางสู่หนทางนี้ได้มากๆครับ เนื่องจากชีวิตเราไม่เเน่นอน
“…ไม่เเน่ว่า เราจะใช้ชีวิตได้นานเเค่ไหน อาจารย์บุญชัย Fast ชอบพูดบ่อยครั้งว่า อยากทำอะไรให้รีบทำครับ ให้เราทำเต็มที่เหมือนกับเราใช้ชีวิตราวกับวันสุดท้ายของชีวิต……… ดังนั้นผมควรจะดึงความรู้ที่มีเเล้วให้เผื่อเเผ่ให้คนอื่นหากมีโอกาสทันที ไม่ใช่รอเวลาว่าซักวันผมจะทำ”

ดังนั้นตกลงผมตอบรับเพื่อนเจ้าของสำนักพิมพ์เเล้วครับ ว่าจะช่วยเขียนหนังสือออกมาให้เล่มนึงก่อน ชื่อว่า “Trader’s Journey….1,000 miles to be wealthy” บันทึกการเดินทางสู่ความมั่งคั่ง นั่งคิดชื่อกันนานมากเลยครับ เป็น 20 ชื่อได้ เเล้วตัดออกๆๆ จนเหลือที่ดูอ่อนน้อมเเละน่าสนใจ

หนังสือจะเป็นการนับไมล์เดินทาง เป็นการเดินทางสู่โลกของการเทรด ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนเเปลงต่างๆมากมาย หนังสือจะบอกว่าเราควรจะรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการเทรด หนังสือในตลาดช่วงนี้ก็เน้นไปที่วิธีการมากกว่า กรอบเเนวคิด เเต่บางเล่มก็ดีครับ ที่เน้นเรื่องจิตวิทยาการลงทุน เเต่หนังสือเกี่ยวกับ Technical Analysis นั้นยังไม่ค่อยพูดถึงเรื่องจิตใจมากนัก เน้นกันที่เครื่องมือมากกว่า………………ผมคิดว่าควรจะจุดประกายเเนวคิดเกี่ยวกับด้านการเทรดบ้าง
เล่มเเรก ไมล์ที่ -30-0 จะเป็นการเตรียมตัวออกเดินทาง เล่มเเรกผมให้ไมล์ติดลบ เนื่องจากในการที่จะเทรด เราต้องฝึกฝน เเละส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับการเทรดมันไม่ใช่เรื่องวิธีการครับ เเต่มันคือเรื่องของจิตใจ
เล่มที่สอง ไมล์ที่ …-….
ไปเรื่อยๆครับ
เเละความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เทรดเดอร์นักเปียโน จะมาเขียนด้วย 5 บท

เมื่อคืนเทรดเดอร์นักเปียโนเทรดมาได้อีกประมาณ 150$ จากการเข้าตลาดเพียงเเค่ 1 ชั่วโมง ส่วนผมเทรดมาได้เเค่ 30% ของเทรดเดอร์นักเปียโนทำได้ครับ เมื่อคืนคุยเรื่องจังหวะการเทรดกันทาง msn เเล้วก็จังหวะเข้าก็มาพอดีครับ ตอนนี้รายได้เฉลี่ยของเทรดเดอร์นักเปียโนจากการเทรดน่าจะปรับขึ้นจาก 300$ /weeks มาเป็น 600$ / weeks เเล้วล่ะครับ ผมคำนวณจากมูลค่าพอร์ตที่ทบต้นไปเเล้ว ดังนั้นทั้งๆที่ฝีมือ เเละทักษะเท่าเดิมผลตอบเเทนก็น่าจะประมาณนี้

ผู้อ่านอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเริ่มจาก 1000$ เท่านั้น ผมจะตอบให้ดังนี้นะครับ
1.ถ้าเราไม่สามารถบริหารพอร์ต 1000$ ได้ มันก็ยากที่จะบริหารพอร์ต 100,000$ ครับ
2.หากเราเทรดพลาด เราจะหมดพอร์ตที่ 1000$ ซึ่งปกติกว่าเทรดเดอร์จะเริ่มเอาตัวรอด เเละทักษะคงที่ ก็ต้องใช้เวลา พอสมควรเลยครับ ผมเทรดจนหมดพอร์ตไปหลายรอบ (มากกว่า 6 รอบ) ดังนั้นเทรดเดอร์ที่จะเริ่มฝึกฝนการเทรด ผมจึงเเนะนำที่ 1,000$ เท่านั้นไม่ว่าเขา จะมีเงินลงทุนมากเเค่ไหนก็ตาม เเละถ้าเทรด พอร์ต 1,000$ ไป 10,000$ ได้เมื่อไหร่ ก็ผ่านการทดสอบด้านจิตใจ เรียบร้อยเเล้วล่ะครับ เเล้วเมื่อนั้นจะใส่เงินเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่ปัญหาเเล้ว เเต่ผมเชื่อว่ากว่าจะก้าวจาก 1,000$ ไป 10,000$ เราจะได้เรียนรู้อะไรระหว่างทางเยอะมากๆ ไม่ต้องกลัวการหมดพอร์ตนะครับ มันมักจะเกิดขึ้นเสมอๆ ในช่วงปีเเรกของการเทรด จนกว่าเราจะเริ่มเข้าใจมันมากขึ้น พี่ที่ผมนับถือเค้าเคยพูดว่า

…ถ้าอยากให้คนรักอยู่กับเรานานๆ………จงเข้าใจธรรมชาติของคนรัก
…ถ้าอยากให้เงินตราอยู่กับเรานานๆ…….จงเข้าใจธรรมชาติของเงินตรา
….ถ้าอยากให้อะไรอยู่กับเรานานๆ……… จงเข้าใจธรรมชาติของสิ่งนั้น

เฉกเช่นการเทรด
….ถ้าอยากให้การเทรดอยู่กับเรานาน……ก็จงเข้าใจธรรมชาติของการเทรด

สำหรับเช้านี้เเค่นี้ก่อนครับ

วันที่ 19 ของการเดินทาง

วันนี้ ตื่นเช้ามา ก็กำลังคำนวณว่า SET จะไปทางไหนครับ
ตอนนี้ระบบ System Trade ที่เคยเทรดได้ค่อนข้างดี ก็ทำท่าว่าจะสร้าง Maximum DrawDown ใหม่ ต้องคำนวณ เเละทดสอบระบบกันอย่างต่อเนื่องเลยครับ การใช้ System Trade นั้นง่ายครับ เหมือนการสร้างผู้ช่วยไว้ค่อย ทำหน้าที่ตัดสินใจ ทำให้เราไม่ Bias ไปตามอารมณ์ตลาด

สำหรับเเผนการสำหรับวันนี้ ก็คือ
1. หาจังหวะ ปิด Call option
2.ดูจังหวะฟิวเจอร์ส ถ้ามีก็อาจจะเข้า

สำหรับ Skill การจับจังหวะค่าเงินนั้นดีขึ้นพอสมควรเลยครับ
เเต่ยังห่างชั้นกับเทรดเดอร์นักเปียโนมาก เทรดเดอร์นักเปียโนสามารถ ทำพอร์ตให้ทบต้นได้ค่อนข้างเร็วครับ ประมาณ 1 เดือน เเต่อาทิตย์ที่เเล้วจังหวะมาทำให้พอร์ตของเขาทบต้นภายใน Week เดียวครับ (ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ เเต่นี่ละครับพลังของ Leverage) โดยที่ใช้ระดับความเเม่นยำที่ 80 % Risk / Reward ประมาณ 1.5 / 1 นั่นหมายความว่า ……………
ถ้าเทรด 10 ครั้ง
8 ครั้ง ที่เทรดชนะได้กำไรครั้งละ 100$ = 8 x100 = 800$
2 ครั้งเเพ้ โดนขาดทุนครั้งละ 150$ = 2 x 150$ = 300$
กำไรสุทธิคือ 500$ ต่อการเทรด 10 ครั้ง
สังเกตุว่า ถ้าความเเม่นยำค่อนข้างสูง ไม่จำเป็นว่า Risk / Reward จะต้องเท่ากัน เพราะถ้าเเม่นยำ เราก็สามารถที่จะเสี่ยงเพิ่มได้ครับ
จริงๆเเล้วเรื่องของการเทรด มันคือ เรื่องของการคำนวณความน่าจะเป็นล้วนๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้จริงๆ เเต่สาเหตุที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะว่า

1.ไม่รู้ความเเม่นยำของระบบ ว่าในการเทรด 100 ครั้ง จะชนะกี่ครั้ง
2.ไม่รู้เรื่อง Risk กับ Reward ว่าควรจะบริหารอย่างไร

ทุกๆครั้งที่เข้าเทรด 2 เรื่องนี้ต้องอยู่ในระบบความคิดทันทีครับ ไม่งั้นโอกาสขาดทุน ก็จะสูงมาก

เดี๋ยวไปพักกลางวันก่อนครับ วันนี้ตั้งใจไว้ว่าจะออกไปซื้อเกี๊ยวน้ำมาทาน………….

มาต่อกันในภาคบ่าย
มาพูดเรื่องจิตในในการเทรดกันหน่อยดีกว่า ตอนนี้ผมปรับระบบครั้งสุดท้าย โดยขยาย TimeFrame ไปที่ 15 นาที เพื่อลดความกดดันในการเทรดลง

แม้จะทดสอบแล้วว่าระบบเทรดมีประสิทธิภาพ แต่บางครั้งสภาพจิตใจของเราเอง ที่มีทั้งความกลัว ความโลภ พยามที่จะพาให้เราออกนอกระบบ ดังนั้นผมจึงวางเดิมพันกับระบบนี้ในอีก 3 สัปดาห์ที่หลือ โดยผมสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า

…ต่อให้เทรดตามระบบ แล้วขาดทุนหมดพอร์ต ผมก็ยังรู้สึกดีเพราะว่าผมเอาชนะใจตัวเองได้ ผมคงต้องกลับไปหาจุดบกพร่องว่าระบบของผมผิดพลาดตรงไหน
..ต่อให้เทรดตามระบบ แล้วไม่ได้งาน ก็ไม่เป็นไรหากต้องแลกกับระเบียบวินัยในการลงทุน เพราะหากผมได้งานโดยความโชคดี แต่ไม่ใช่จากระเบียบวินัยในการลงทุนแล้ว ผมก็คงไม่สามารถเป็นเทรดเดอร์ที่ดีได้

ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะทำตามระบบ 100% ครับ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสำหรับการเทรดใน 3 อาทิตย์ที่เหลือ


…ผมอาจจะหมดพอร์ต เเล้วไม่ได้งาน
…ผมอาจจะได้กำไร เเละได้งาน
เเต่ที่เเน่ๆ ผมเติบโตขึ้นบนหนทางของเทรดเดอร์
เเละก็ได้มองเห็นสัจธรรมบางอย่าง ผ่านการขึ้น การลงของราคาเเละชีวิต ครับ

วันที่ 18 ของการเดินทาง : ฝึกดักจังหวะ

ผมเคยคิดเหมือนกันนะครับ ว่าการเทรดเหมือนการต่อยมวยสมัครเล่น ที่ดักทำเเต้มกันต่อเนื่อง ทุกคั้งที่เราจะปล่อยหมัดออกไปเก็บเเต้มนี่ ก็มีความเสี่ยงที่จะโดนสวนหมัดกลับมาเช่นเดียวกัน อย่างเช่นเมื่อวานนี้ผมมองเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการออกหมัดไปเก็บเเต้มด้วยการ Long PETTEP ฟิวเจอร์ส เเต่โดนต่อยสวนกลับเสียเเต้มซะเองเลยครับ

สำหรับเช้านี้ ผมคงพยามหาจังหวะดักทำกำไรบนออปชั่น ให้ได้เพิ่มขึ้น ต้องดูต่อไปครับ ช่วงนี้สภาพคล่องค่อนข้างต่ำ ซื้อขายยากมากเลยทีเดียว

วันนี้ เเม้จังหวะ โอกาส สัญญาณการเทรด จะมาครบ
เเต่ระบบ ก็ยังมีปัญหาเล็กน้อย เเละก็ค่า Com ด้วย ทำให้ตัดสินใจได้ไม่เฉียบคม

วันนี้เเวะไปพูดคุยเรื่องจังหวะเทรด ที่พารากอน กับ เทรดเดอร์นักเปียโนครับ
ซึ่งตามปกติ ที่ไหนมี Internet ก็จะหาจังหวะเทรด คำนี่เเวะทานไอศกรีม พร้อมเทรดกันทีพารากอน
เทรดเดอร์นักเปียโน สามารถเทรดเลยค่าอาหารไปได้ 4 เท่าอีกเเล้วครับ ภายในเวลา 15 นาที
ส่วนผมมีปัญหาเรื่องอินเตอร์เนท กับเเบทหมด เลยเทรดมาได้ 80% ของค่าอาหาร

กลับมาถึงบ้านซ้อมเทรด ต่อนิดหน่อยครับ

วันที่ 17 ของการเดินทาง

เมื่อวานตอนค่ำๆ ผมซื้อหนังสือมาเล่มนึงชื่อว่า “เมื่อคุณรู้ล่วงหน้า” (Practical Intution) เเต่งโดย Laura Day หนังสือเล่มนี้เป็นของสำนักพิมพ์ต้นไม้ เนื้อหาค่อนข้างน่าสนใจมากๆเลยครับ เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะในการอ่านอนาคต เดี๋ยวถ้าอ่านจบเเล้วเป็นอย่างไรจะมาเขียนสรุปให้อ่านนะครับ

เมื่อคืนผมได้เพื่อนใหม่จากTwitter เพื่อนคนนี้ตอนก่อนเคยทำงานเป็น Dealer ค่าเงิน ตอนนี้กำลังจะย้ายไปทำในส่วนของ Trader & Dealer ด้านตราสารออปชั่น Swap ของค่าเงิน ที่ธนาคารเเห่งหนึ่ง
ผมเพิ่งทราบนะครับว่า เทรดเดอร์ของธนาคาร ถ้าเป็นเทรดเดอร์ของธนาคารต่างชาติด้วยเเล้ว รายได้ดี เเละก็ความเสี่ยงสูง เช่นถ้าหากธนาคารเเหง่นั้น ตั้งเป้าว่าคุณต้องทำยอดการเทรดเท่านี้……
1.ถ้าคุณทำได้ ธนาคารจะจ่ายโบนัสให้ 3 ล้านบาท
2.ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็ให้ออกครับ
ดังนั้น เทรดเดอร์ทั้งหลาย จึงค่อนข้างกดดันครับ เเต่ถ้าสามารถอยู่รอดได้ ก็จะสนุกครับ

วันนี้ตื่นมาค่อนข้างเช้าเลย เเวะมาเช็คTwitter พบว่ามีคนมา Follow ประมาณ 130 กว่าคนเเล้ว เช้านี้มีเเผนการเทรดดังนี้
1.หาจังหวะปิด Position PTTEP
2.หาจังหวะเปิด Call เพิ่ม เพื่อ Hedge ความเสี่ยง
3.หาจังหวะเปลี่ยน ตัวเล่นออปชั่นให้ราคาถูกลง เพื่อลดความเสี่ยง

วันนี้ มีจังหวะดีๆ ในการเทรดพอสมควร เเต่เนื่องจากมี Position ติดตัวอยู่เเล้วจึงไม่สามารถ Over trade ได้ จังหวะในการเทรดนั้น ส่วนใหญ่เป็นจังหวะกินสั้นๆ 1-2 ช่อง ซึ่งถ้าพลาดเเละโดนคัทลอส ก็อาจจะไม่คุ้มกับค่าธรรมเนียมครับเลยต้องปล่อยไป

เช้านี้ยังฝึกเทรดค่าเงินอีกนิดหน่อยด้วย พบว่าจังหวะในการเทรดเริ่มพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องตามจำนวนชั่วโมงการฝึกฝนจริงๆครับ การจะเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ ที่สามารถจับจังหวะได้ดี ก็คงหนีไม่พ้นฝึกซ้อมอย่างต่อนเนื่อง ตอนนี้เวลาเที่ยงพอดี ยังไม่มีจังหวะให้สามารถเทรดได้ตามแผนเลย เดี๋ยวต้องขอตัวไปกินข้าวเที่ยงก่อนเเล้วครับ
……………………………..

วันนี้ช่วงบ่าย ราคา PTTEP ฟิวเจอร์ส ก็ดิ่งหลุดกรอบที่ตีไว้
ต้องคัทลอสครับ โดนไป 1 จุดพอดี เลย ทำให้สถานการณ์ลำบากพอสมควรเลย
เเต่ก็ได้ Call มา 1 ตั๋ว เอาไว้ประคอง Position ให้อยู่ในรูป Straddle ครับ

ช่วงนี้วันๆ ดูเเต่จอคอม สำหรับเทรดอย่างเดียว
เด๊ยวพรุ่งนี้คงต้องอ่าน CAIA เเล้วเน้นเทรดออปชั่นเเทน ฟิวเจอรส์ ครับ
เนื่องจากเทรดเเล้ว สบายใจกว่า
เพราะว่า ถ้าเราเทรด Futures ต้องเฝ้าตลอด เวลาหลุดจุดคัทลอส ต้องหาจังหวะออกให้ดีครับ

วันที่ 16 ของการเดินทาง ลงสนามเทรดวันที่ 3

เมื่อคืนผมฝึกซ้อมการเทรดค่าเงินครับ รู้สึกว่าหลักจากที่นั่งทบทวนไป concept 4 ชั่วโมง นั่งดูเเล้วดูอีก จนในที่สุด ก็เริ่มเทรดได้ดีขึ้นครับ จังหวะในการเข้าออกเริ่มดี

ผมขออนุญาติ หยิบยกบทความจากเวบ www.chaloke.com ที่เขียนโดยคุณหมอ สุรเดช มาเก็บไว้ใน Blog ของผมนะครับ ผมรู้สึกว่าเป็นบทความที่สะท้อนอะไรหลายๆอย่างเลยทีเดียว

“ผมอยากให้ข้อคิดระหว่าง นักวิเคราะห์อเมริกันกับไทย ว่าในอเมริกา โบรกเกอร์ใหญ่ ๆ เช่น ML/GS/MS ทุก ๆ ปี เขาจะสอบคัดเลือกนศ.ที่จบปริญญาตรีและโท (คนสมัครเป็นหมื่น) อย่างน้อย 2-3 รุ่น รุ่นละ 100+ คนเข้ามาทดสอบเป็น Assistant ฝึกเรียนรู้ (In house Training) กับเขา หลังจาก 6-9 เดือน จะคัดเหลือไม่ถึงครึ่งที่ผ่านไปเรียนรู้ต่อกับเขา โดยจะแบ่งเกรดออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

– เกรด A จะได้รับการฝึกต่อให้ไป Trade ถ้าดูประวัติย้อนหลังของคนกลุ่มนี้ มักจะเป็นพวกที่จบตรีด้านศิลปศาสตร์ เช่น ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ นักกฏหมาย มากกว่า 60 % มีพวก วิศวะ หมอ และอื่น ๆ เป็นส่วนน้อย เขาจะให้ความสำคัญในการมองภาพรวม ตรรกขั้นตอนในการวิเคราะห์ และวินัยการทำตามระบบ (ทันที) มากกว่า เก่งคำนวณ (เพราะทุกคนมีคอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณให้แล้ว) พวกนี้กว่าจะได้เริ่ม Trade ต้องผ่านขั้นตอนอย่างน้อยอีก 4-5 ขั้นตอน ใช้เวลา 4-6 ปี หมายความว่า มีอายุ 28-30 ปีขึ้นไป กว่าจะได้เริ่ม Trade หุ้นหรือ Commodity ตัวใดตัวหนึ่ง ถึงขั้นนี้ เงินเดือนพวกเขารวมโบนัส ก็กว่า 1 ล้าน US$/ปี ถ้าเก่งจริงอีกไม่นาน พวกสถาบัน (Institutions) หรือ เฮดฟันด์ (Hedgefunds) จะมาประมูลซื้อตัวไป จะเห็นว่าการจะ Trade หุ้น หรือ Commodity ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างหนัก ไม่น้อยกว่า 6 ปี

– เกรด B จะได้รับการฝึก ให้เป็นผู้ช่วยนักวิเคราะห์ สะสมประสบการณ์ และกว่าจะได้รับเป็นนักวิเคราะห์หุ้น/Commodity ตัวใด ต้องใช้เวลานานกว่า 6-8 ปี เพราะบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ทางสถาบัน และเฮดฟันด์ เขาอ่าน เป็นหน้าตาของโบรก ถึงขนาดสวิงราคาหุ้นได้เลย

– เกรด C จะได้รับการฝึก ไปเป็น Marketing จึงมีคำพูดว่า “The smart ones do trading, the foolish do research”

แล้วเมืองไทยเราเล่าเป็นอย่างไง เรามีสูตรสำเร็จรูปที่คนอยากเป็นนักวิเคราะห์ ต้องจบวิศวะ และต่อโท MBA และ สอบCFAได้ อายุ 25-26 ปี ได้เป็นนักวิเคราะห์แล้ว ดูแล 3-5 หุ้น เพราะเชื่อว่าเก่งคำนวณ แต่เราลืมไปว่าพวกนี้เป็นผลผลิตของ รร.กวดวิชา ที่เน้นสอนให้ทำตาม (ไม่ต้องคิด จำและทำตาม) ไม่มีการอธิบาย Concepts ไม่มีก่อนหรือหลัง ยิ่งมีสูตรพิศดารยิ่งดัง ผล GAT/PAT (ซึ่งเน้นการวิเคราะห์องค์รวม) รอบนี้จะเห็นว่า พวกไปเรียนกวดวิชา วันละ 2-3 ชม. เต็มวัน เสาร์-อาทิตย์ ไม่ได้มีคะแนนสูงกว่าพวกที่อ่านทบทวนอยู่ที่บ้าน เข้าทำนองฉลาดแต่ไม่เฉลียว จึงเห็นบทวิเคราะห์ของเกือบทุกโบรก ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือคัดลอกกันมา ยิ่งโบรกฝรั่งในเมืองไทย ไม่มีจริยธรรม( Ethic) เลย “

จากบทความนี้เเสดงให้เราเห็นหลายๆอย่างครับว่า เราอาจจะไม่สามารถเชื่อบทวิเคราะห์จากBroker ได้ 100% เราอาจจะต้องเรียนรู้ที่จะฝึกฝนการจับปลาด้วยตัวเองครับ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถหาปลาได้ตลอดในยามที่เราหิว เพราะเราไม่สามารถที่จะพึ่งพาผู้อื่นได้ตลอดไป

ตื่นขึ้นมาตอนเช้า มาเช็คกราฟราคาทองคำ ราคาทองคำเมื่อลงมาเเรงเกินกว่าที่ผมคาดไว้พอสมควร เลยต้องเข้าไปวิเคราะห์เพิ่มเติมที่เวบ Thaigold.info ซึ่งเเนวโน้มหลักของราคาทองคำยังค่อนข้างดีอยู่นะครับ จากกราฟ

วันนี้เพื่อนผมโทรมาปรึกษาเรื่องการสมัครสอบ CFA เค้าสอบไม่ผ่านรอบที่เเล้วเช่นเดียวกันกับผม เเต่เค้าสมัครไม่ทันครับ ทำให้ราคาขยับจาก 690$ –> 930$ เนื่องจากค่าสมัครสอบ CFA มันขึ้นเเบบขึ้นบันไดครับ มี3 ขั้น ถ้าสมัครเร็วก็จ่ายถูกลง เพื่อนผมไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือสอบ Cer ตัวนี้มากนักครับ เนื่องจากเค้าทำงานหนักเเละกลับบ้านดึกพอสมควรเลย

ผมรอเช็คราคาออปชั่นครับ เมื่อตลาดเปิด วันนี้ราคาน่าจะไปในทางลงครับ ถ้ามีโอกาสก็จะพยามเก็บเเต้มจาก S50 Futures ให้ได้
วันนี้ทั้งวันตลาดเคลื่อนไหว Sideway ครับ อยู่ในกรอบ เล่นยากมาก
ผมเปิด Long PTTEP ฟิวเจอร์ส เข้าไป เนื่องจากราคาตกมาบริเวณ กรอบล่างพอดี อีกทั้งสัญญาณซื้อระยะสั้นก็เข้ามาครับ
น่าจะยังพอขึ้นไปได้

วันนี้ค่อนข้างเครียดทีเดียวกับตลาดที่เคลื่อนไหว ไม่มาก
กิน M&M แก้เครียดเวลาเทรดไปด้วยครับ เเบบนี้น้ำตาลคงจะสูง เเน่ๆเลย หะๆ

วันที่ 15 ของการเดินทาง : วันที่สองของการลงสนาม

ช่วงนี้ Blog Optionistic มีคนอ่านเข้ามาเรื่อยๆ ยังไม่มากหรอกครับ เเต่ก็รู้สึกดีใจที่มีคนเข้ามาอ่านเรื่อยๆ ผมได้ติดตั้ง Twitter เข้าไว้กับ Blog ด้วย เผื่อว่ามีข้อความสั้นๆ จะได้อัพเดทผ่านทาง Twitter ได้

ตอนนี้ผมมี โปรเจคว่าจะเเต่งหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเเนว Technical Analysis ชื่อว่า “Trading Memory” ความทรงจำของการลงทุน วาง Plan ไว้ 3 เล่มครับ เนื่องจากตอนนี้หนังสือการลงทุนเเนวนี้ ในไทยยังไม่ค่อยมี เเละตอนนี้ความรู้ด้าน Technicle Analysis ไปไกลกันมากเเล้ว คงจะดีถ้ามีหนังสือใหม่ๆออกมาซักเล่ม ราคาไม่เเพงให้คนได้เข้าใจ เเนวทางของการเทรดมากขึ้นครับ
1.เล่มเเรกจะพูดถึงระบบคิดเกี่ยวกับการเทรด
2.เล่มที่สองจะเจาะลึกไปยังเครื่องมือการเทรดชนิดต่างๆ
3.เกี่ยวกับการลงทุนในออปชั่นต่างประเทศ

วันนี้ ตอนเช้ามานั่งคิดว่าSET จะขึ้นต่อได้ถึงไหน เเละจะทำอย่างไรกับ Position ที่เปิดไว้ดี เเละเเล้วก็ได้คำตอบเหมือนเดิมคือ วันนี้ต้องหาจังหวะ เปิด Long Call เพิ่ม เพราะว่า
1.ตอนนี้ระบบ CDC ระยะDay ก็เป็นเขียวเเล้ว
2.วัดเป้าหมายของ SET ด้วย Fibo 61.8% อยู่ที่ราวๆ 700 ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น s50 ก็จะวิ่งต่อขึ้นไปถึง 500 เลยทีเดียว ซึ่งถ้าอย่างนั้น Long Put Option ที่เปิดไว้จะมีปัญหาเเน่นอน ตามที่วางแผนไว้ คือเปิด Long call เข้าไปเพิ่ม เพื่อเปลี่ยนกลยุทธ์ เป็น Straddle ไม่ก็ Stranggle
3.ดัชนีดาวโจนส์ก็วิ่งขึ้นไปเเล้วนี่สิ

นอกจากนั้นช่วงเช้ายังเเวะไปเขียนบทวิเคราะห์ที่เวบ settrade ด้วย เผื่อจะเป็นเเนวทางให้กับนักลงทุนอื่นๆ ที่กำลังคิดมองหาเเนวโน้มของตลาด

ตอนนี้รอให้ตลาดเปิดครับ ……………………
วันนี้ตลาดเปิดเเล้ว เเละก็ราคาก็กระโดดขึ้นไปเลย
ราคา ออปชั่นก็กระโดดขึ้นไปเช่นกัน ทำให้ขาดออปชั่นขาดทุนเยอะเลย
เเต่โชคดีที่ Option limit ความเสี่ยงไว้ ทำให้ขาดทุนไม่เยอะมาก
ตามเเผนเดิมคือ ซื้อ Call Option เข้าไปอีก 4 ตัว เเต่ว่า สภาพคล่องน้อยมากๆครับ
ได้มา2 ตัวเอง นั่งรอตลอดครึ่งเช้า ก็ยังไม่ได้ ครบจำนวน
เดี๋ยวต้องไปทานข้าวก่อน เเล้วค่อยกลับมาแก้สถานการณ์กันอีกครั้งครับ

วันนี้บ่ายเปิด Long Call เข้าไป Balance Position
ทำให้สามารถ Relized กำไรออกมาได้อีก 3 ตั๋ว
ทิ้งฝั่ง Call ไว้ 1 ตั๋ว

ตอนเย็นวันนี้ไปซื้อหมอนที่เดอะมอล์ครับ เป็นหมอนสำหรับช่วยรักษากระดูกต้นคอ ราคาค่อนข้างเเพงเลยทีเดียว 6200 ลด 50% เหลือ 3,100 บาท ก็ยังถือว่าเเพงอยู่ดี

ตอนค่ำๆเเวะเขียนบทวิเคราะห์ราคาทองคำให้ Thaigold.info ต่อครับ

วันที่ 14 ของการเดินทาง ต้องเเก้สถานการณ์เทรด

วันนี้ตอนเช้า ผมมาเช็คสัญญาณการเทรดระยะวัน อ้าวเเย่เเล้ว สัญญาณเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นลงซะนี่ ผมเชื่อว่าราคาของตลาดหุ้นไทยอาจจะขึ้นต่อพร้อมๆ กับราคาน้ำมันครับ เเละตอนนี้สถานการณ์ ที้กิดขึ้นก็คือ ผมเปิด Long Put บนออปชั่นทิ้งไว้
Long put ก็คือสิทธิในการขายล่วงหน้า เมื่อราคาดัชนีSET ปรับตัวลงมา
เเต่ตอนนี้ตลาดจะกลับเป็นขาขึ้นเเล้ว ผมต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยวันจันทร์นี้กะว่าจะเปิด Long call เพิ่มอีก 4 ตัว เพื่อเปลี่ยนสถานนะจาก เป็น Long put 4 ตั๋ว + Long Call 4 ตั๋ว = ทำ Straddle ,Stranggle คือการเปลี่ยนกลยุทธ์มาเล่นความผันผวนเเทน นั่นหมายความว่า ถ้าตลาดปรับตัวขึ้นเเรงๆ ผมก็จะได้กำไร ไม่ว่าจะขึ้นเเรงๆหรือลงเเรงๆ เเต่ขอเพียงอย่างเดียวว่า ตลาดอย่าอยู่นิ่งๆครับ เเบบนี้จะโดนค่าPremium ของ Option เต็มๆ

ตอนนี้เช้าอยู่ผม ผมได้เครื่องมือใหม่ๆ ที่จะทำให้Blog ผมมีคนอ่านมากขึ้นนั่นก็คือ Twitter เเต่ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมีเครือข่ายเลยครับ ต้องลองใช้กันต่อไป

เมื่อคืนผมดูช่อง 9 เค้าเอา CEO ของสาหร่ายเถ้าเเก่น้อยมาออก ไม่น่าเชื่อว่า อายุเพียงเเค่ 20 ต้นๆ สามารถทำรายได้เกินกว่า 800 ล้านไปเเล้ว เดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่เก่งกันจริงๆเลยครับ ตัวเถ้าเเก่น้อยเองมี viosion กว้างไกลมาก เช่น
1.จะขยายตลาดสู่เอเชียเกือบทั้งหมด
2.ในช่วงเเรกทำการตลาดเเจกสาหร่ายให้เพื่อนๆผู้หญิงทาน เพราะผู้หญิงมักจะบอกต่อ ซึ่งเป็นหลักจิตวิทยาในการทำตลาดของเค้า

วันนี้ผมกะว่าจะไปฟังการวิเคราะห์เเนวโน้มราคาทองคำที่หอการค้าไทย-จีนซะหน่อย
เริ่มงานเวลา 12.30 -17.30 ครับ

วันที่ 13 ของการเดินทาง : เครื่องมือของผม Stochastic

วันนี้ช่วงเช้ามา อยู่ๆก็มีไอเดียเเวบเข้ามาในสมอง ให้เราทบทวนสิ่งที่เคยเรียนมา ก็เลยลองเปิดกราฟค่าเงินกลับไปย้อนดู ก็พบว่ามีหลายๆ Concept ที่ในระบบการเทรดที่เรายังไม่ได้เข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งทำให้ผมได้รับผลลัพธ์จากการเทรดยังไม่เข้าเป้าตามที่หวังไว้ เเละเเล้วผมก็พบว่า
เรายังไม่ได้เข้าใจอาวุธหลักที่ใช้ในการเทรดจริงๆ อาวุธหลักของผมคือ indicator ที่ชื่อว่าStochastic ผมควรจะศึกษาอย่างลงลึกทุกการเคลื่อนไหวของมัน ทำให้ตอนเช้าผมนั่งมาเปิดกราฟ เเล้วดูการวิ่งขึ้นลงของSto ไปมา

ผมขอพูดถึงประวัติของเครื่องมือตัวนี้ให้ฟังครับ

1.Stochastic มาจากภาษากรีกที่ชื่อว่า Stochos เเปลว่า เป้าหมาย หรือ การเดา ซึ่งเป็นกระบวนการในการตีความของความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์ของเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้น

2.เครื่องมือชนิดนี้พัฒนาขึ้นโดย George C. Lane

3.เครื่องมือตัวนี้ดูเเล้วน่าสับสนมาก ถ้าไม่เข้าใจมัน เเต่ถ้าเริ่มเข้าในพฤตกรรมของเครื่องมือชนิดนี้ มันสนุกมากๆ เวลาเทรด จนอาจารย์ของผมเรียกมันว่า “Screaming Indicator” เครื่องมือที่ตะโกนให้เราซื้อ – ขาย

4.เครื่องมือในการเทรดทุกชนิดมีวิธีการใช้ของมัน Sto ก็มีวิธีการใช้ หลายคนใช้ Sto ตัดขึ้นซื้อ ตัดลงขาย ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้ความเเม่นยำของSto ต่ำมากๆ ครับ

5. Sto เป็นเครื่องมือที่ไม่สามารถใช้เดี่ยวๆได้ครับ เฉกเช่น กับเรามีธนู เเต่ไม่มีลูกศร ก็เหมือนเราเอาคันธนูไปตีกับคู่ต่อสู้ ก็คงยากที่จะชนะสงครามอย่างเเน่นอน ผมยอมเผยไต๋ให้ก็ได้ครับว่า Sto ควรใช้คู่กับเครื่องมือที่เรียกว่า TDTL (Tom Demark Trend Line) คราวนี้ธนูของเราก็มีลูกศรซะที พร้อมที่จะออกรบ ดึงความเเม่นยำของ Sto ให้มากขึ้นถึง 70%-90% เลยทีเดียว เพราะ TDTL จะเป็นตัว Trigger สัญญาณซื้อขายให้เราอีกที

มาถึงตรงนี้ ผมอยากจะบอกว่า indicator ในการเทรดสามารถให้กำไรกับเราได้เกือบทุกตัวครับ ถ้า………
1.เราเข้าใจ มันอย่างเเท้จริง เช่นบางคนเป็นเซียนการอ่าน ค่าเฉลี่ย เค้าก็จะมีวิธีการใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการตัดสินใจที่ทำให้เค้าได้กำไรอย่างต่อเนื่อง

2.เราต้องหาเครื่องมือในการเทรดของเราให้พบ ว่าเราชอบเครื่องมือเเบบไหน ซึ่งผมขอยืนยันเลยครับว่า ไม่เหมือนกันอย่างเเน่นอน
— Elliot Wave สำหรับคนที่ชอบมองเเนวโน้ม เปรียบเหมือนปืนใหญ่ที่ เก็บกำไรเป็นกอบเป็นกำ ช้าหน่อยเเต่พลังทำลายล้างสูง
—-Fibonacci ไว้สำหรับการล๊อคเป้ายิง เปรียบเหมือน ปืนไรเฟิล ที่ยิงน้อยๆ เเต่เเม่นยำเป็นที่สุด
—-MA เปรียบเหมือนทวน ใช้รบระยะกลางได้ดี
—-Sto เปรียบเหมือน มีดสั้น เข้ารบระยะสั้นได้ดี รวดเร็ว เเต่พลังทำลายต่ำ
—-MACD เปรียบเหมือน ดาบคู่

นี่คือตัวอย่างที่เปรียบให้ดูครับว่า อาวุธมีให้เลือกใช้หลากหลายจริงๆ ขึ้นอยู่กับเราอยากรบเเบบไหน
สำหรับผมชอบ มีดสั้นครับ

วันที่ 12 ของการเดินทาง (ลงสนามวันเเรก)

วันนี้ผมต้องเริ่มการเทรดวันเเรก จากจำนวนวัน 1 เดือนซึ่งในเวลา 1 เดือนเพื่อให้ได้รับการตอบรับเข้าทำงาน Proprietary Trader ผมควรจะทำเเต้มจาก การเทรดS50 ประมาณ 25 จุด หรือประมาณ 25% ของพอร์ต ซึ่งยากสำหรับนักลงทุนรายย่อยทีเดียว เนื่องจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายไปกลับก็ 1 จุดพอดี


ตื่นเช้ามาผมนั่ง Set ระบบ เเล้วมองดูเเนวโน้ม ระบบเทรดเพื่อนยาก ที่ปรับเเต่งมาเพื่อการเข้าออกระยะสั้นตามเนวการเทรดเเบบ Proprietary โดยเฉพาะให้สัญญาณ Short ครับ
ผมเลยเปิด Short ตามระบบ เเต่เนื่องจากมีปัญหากับการใช้โปรแกรมเทรด ซึ่งยังไม่คุ้นเคย เลยส่งคำสั่งได้ไม่ทันเวลา กว่าจะส่งคำสั่งเสร็จเรียบร้อยราคาก็ลงมาเเล้ว 1 จุดทำให้ Risk ในการเข้าเทรดครั้งนี้สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เเต่ก็เชื่อในระบบครับ เพราะว่าระบบกำหนดจุดคัทลอสไว้ให้เเล้ว เเต่ไกล 4 จุดเลย

เเต่เเล้วราคาก็ลงตามที่สัญญาณให้ครับ ผมดีใจมากสำหรับการเทรดครั้งเเรก
เป้าวันนี้คือ 3.5 เเต้ม (3.5 จุด)
หักค่าธรรมเนียมไปกลับ 1 จุดก็ เหลือ 2.5 จุดพอดี หวังว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีครับ

…..เเละเเล้วก็ถึงเวลาปิด Position เพราะได้กำไรตามเป้าเเล้ว
เเต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น วิธีการปิดไม่เหมือนกับที่ผมเคยใช้ครับ เอ่าตายละสิ รีบโทรไปถามเจ้าหน้าที่ของบลด่วนเลย ในที่สุดก็ปิดPosition ได้สำเร็จ เป็นเวลา 1.30 ชั่วโมงที่ตื่นเต้นมากๆ ตื่นเต้นกว่าเทรดค่าเงินเยอะเลย 555

วันนี้พักเรื่องการเทรดก่อนครับ ตั้งเเต่ตื่นมาวุ่นเเต่หน้าจอคอม ตอนนี้ก็จะเที่ยงเเล้ว เดี๋ยวขอตัวไปทานข้าวก่อนครับ ก่อนไปขอวาง Long Put บนออปชั่นไว้ซัก 2 ตั๋วครับ เผื่อว่าราคากระโดดลง

ตอนบ่ายราคา ค่อนข้างผันผวนครับ
ผม Long put เพิ่มอีก 2 ตั๋ว พอดีว่าระบบสัญญาณระยะวันของผมเป็นทางลงพอดีครับ

เเต่เเล้วราคากลับเด้งขึ้น กำไรที่ได้มาเลยหักกลบกันพอดีอยู่
เเต่ขอดีของ Option คือการ Limit Loss ในตัวครับ ทำให้สามารถใช้เล่นกับเเนวโน้มใหญ่ๆได้ดี
ถือข้ามวันได้ เพราะต่อให้มี Overnight Risk เเต่ Option นั้นก็มีจุดเด่นที่ระบบการตัดขาดทุน

การเทรดวันเเรกของผมถือว่าได้ตามเป้าเเล้ว เเม้ว่าจะโดน Unrelized loss จาก Option ไปเเล้วก็ตาม

วันที่ 11 ของการเดินทาง (20/8/09)

เมื่อวานสัมนา เป็นเรื่องออปชั่นพื้นฐานยังไม่ค่อยมีอะไรมาก เนื้อหาสำคัญจะอยู่วันนี้ตอน 8.00 เช้า วันนี้ที่ตลาดหลักทรัพย์คนก็ยังคงเข้าฟังกันเยอะเหมือนเดิม ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิเคราะห์ที่ต้องเข้าฟังเพื่อเก็บชั่วโมงสำหรับต่อใบอนุญาตกันครับ ผมฟังอยู่ถึงประมาณ 10.30 ก็ขอตัวกลับก่อน เนื่องจากติดธุระต้องรีบกลับบ้าน ระหว่างทางเเวะทานอะไรเล็กน้อยที่ฟอร์จูนทาวน์

คือตอนนี้ผมมีงานชิ้นสำคัญที่จะต้องทำ คือ ต้องหาระบบการเทรด ( Trading System)ที่จะทำให้สามารถเทรดใน TFEX เเล้วได้กำไรอย่างต่อเนือง โจทย์นี้ยากมากๆครับ มีเรื่องที่ต้องคำนึงมากมาย ซึ่งถ้าทำสำเร็จผมก็จะ……………………

1.ได้รับการตอบรับเข้าทำงานเป็น proprietary trader (เทรดเดอร์ที่สังกัดบริษัทหลักทรัพย์) ผมก็จะใช้เวลาตอนกลางวันเพื่อเทรดในตลาด TFEX เละตอนกลางคืนเทรดค่าเงิน หรือ ตราสารทางการเงินออปชั่น ถือว่าเป็นชีวิตในฝันสำหรับผมเลยที่เดียว

2.จะได้พัฒนาฝีมือเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น เเละสามารถนับประสบการณ์ในสายการเงิน

3.สำหรับผมเเล้วงาน proprietary trader มีความสำคัญมาก เพราะถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของชีวิตผมเลยทีเดียว ผมยอมละทิ้งทุกโครงการ ที่ทำให้เวลาเทรดของผมลดลง เพื่อมุ่งสู่สายงานนี้

ซึ่งในการจะสร้างระบบเทรดที่สามารถทำกำไรใน TFEX สำหรับ นักลงทุนรายย่อยนั้นมีเรื่องต้องคำนึงคือ……
1.ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ไปกลับต่อ 1 Transaction ของการเทรดฟิวเจอร์สนั่นคิดกันที่ 1,070 บาท ในขณะที่นักลงทุนรายใหญ่คิดกันราวๆ 800 เเละเทรดเดอร์บ.ล.มีต้นทุนในการเข้าเทรดเพียงประมาณ 100 บาท ข้อมูลนี้ผมเคยอ่านเจอในเวบบอร์ดของ Pantip นะครับ ตอนนี้ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างเเล้ว

2.เมื่อต้นทุนในการเข้าลงทุนของนักลงทุนเเต่ละประเภทต่างกัน รายย่อยต้องพยามเทรดน้อยครั้ง เเละหาระบบที่เป็น Trendfollowing เท่านั้นถึงจะสามารถมีกำไรอย่างต่อเนื่องในระยะยาวได้ ยิ่งเทรดบ่อยโอกาสที่จะโดนค่าธรรมเนียมถือว่า หนักมาก
ถ้าเราเทรด 10 ครั้งต่อปี ค่าธรรมเนียมที่เป็นต้นทุนของเรา = 1,070 x 10 = 10,700 บาท
ถ้าเราเทรด 100 ครั้งต่อปี ค่าธรรมเนียมที่เป็นต้นทุนของเรา = 1,070 x 100 = 100,700 บาท เลยทีเดียว
ดังนั้นในการที่นักลงทุนรายย่อยจะสร้างระบบเทรด ต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วยทุกครั้ง

3.Reward / Risk ต้องหาระบบ ที่มี Reward/ Risk ดี

4.Win/lose อย่างน้อยระบบที่ใช้ควรจะมีความเเม่นยำมากกว่า 50%

ผมเคยสร้างเเต่ระบบการเทรดระยะวัน ซึ่งในปีนึงจะเทรดเข้าออกประมาณ 6-15 ครั้ง เเต่กำไรเฉลี่ย อยุ่ราวๆ 50-60% ซึ่งถือใช้ได้ทีเดียวสำหรับระบบระยะวันที่เราไม่ต้องเฝ้ามากนัก เพียงเเค่เช็คราคาตอนตลาดปิด วิธีการนี้ผมได้เรียนรู้มาจาก เวบของคุณลุงโฉลก

งานคืนนี้ของผมก็คือหาระบบที่จะตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ ผมเริ่มเห็นเเนวคิดของระบบลางๆบ้างเเล้วครับ
เเต่ต้องทดสอบกันอีกเยอะเลย

สรุปงานคืนนี้ของผมก็คือ
1.เขียนบันทึกการเดินทาง
2.วิเคราะห์ราคาทองคำให้ Thaigold.info
3.เข้าเวบออปชั่น Express
4.เขียนบทวิเคราะห์ในเวบ Optionistic
5.ผมว่าผมอาจจะต้องฝึกสวดมนตร์ เเละทำสมาธิบ้างเเล้วล่ะครับ น่าจะช่วยให้สามารถควบคุมอารมณ์ในการเทรดให้ดีขึ้น ใครมีวิธีการดีๆ ก็เเนะนำมาได้นะครับ
6.เเละก็ฝึกเทรดค่าเงิน ให้ได้ 15 pips

วันที่ 10 ของการเดินทาง (19 Aug 09)

วันนี้ตื่นขึ้นมา ก็เเวะมาดูค่าเงินที่ฝึกเทรดซะหน่อย ได้คุยกับเทรดเดอร์นักเปียโน ตอนนี้ฝีมือของเขาพัฒนาไปมากๆ เทรดเดอร์คนนี้เริ่มเทรดจาก 1000$ เหมือนกัน ใช้วิธีการตัดกันของ Sto เหมือนผมเเต่ฝีมือล้ำหน้าผมไปมากเเล้วครับ เนื่องจากเค้ามีทักษะในการจับจังหวะที่ดีมาก 3 วันพอร์ตขยายขึ้นมาถึงกว่า$700 ด้วยความเเม่นยำเกิน 70% เพราะผมรู้จักเทรดเดอร์ผู้นี้ ทำให้…………..
1.รู้สึกว่าหากเราพัฒนาทักษะการเทรดได้ดีพอก็จะได้ผลลัพธ์ที่ไม่เเตกต่างกัน
2.รู้สึกว่าการเทรดสามารถสร้างผลกำไรได้จริงๆ ถ้าเราเข้าใจวิธีการเเละหลักการของมันดีพอ
3.เราต้องโฟกัสครับ ฝึกจนทักษะนี้ติดตัวเเล้วจบไป เหมือนกับการฝึกขับรถยนต์

ตอนประมาณบ่ายโมงผมจะต้องเข้างานสัมนาเกี่ยวกับออปชั่นโดยวิทยากรชาวต่างประเทศ จะมาบรรยายที่ตลาดหลักทรัพย์ เข้าฟังฟรีครับ

อันนี้ครับรายละเอียด…….
การบรรยายพิเศษ “Basic and Intermediate Option Trading Strategies for the SET50 Index” (Eng)
ตลาดอนุพันธ์และสมาคมซีเอฟเอไทยแลนด์ ร่วมจัดการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับออปชั่น โดย Mr. Bud Haslett, CFA, FRM ผู้ที่มีประสบการณ์ในการเทรดออปชั่นมากกว่า 20 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Head of Risk Management, Derivatives and Alternative Investments ของ CFA Institute

เเต่ก่อนจะไปเข้าฟังช่วงเช้าผมขออ่านหนังสือเกี่ยวกับระบบเทรดก่อน เพื่อทบทวน Concept สำคญในการหาจังหวะเข้าเเละออก เพราะเหมือนว่าผมจะพลาดทักษะบางอย่างไป ทำให้ได้ผลลัพธ์ในการเทรดที่ยังไม่น่าพอใจเท่าที่ควร

ตอนเย็นจะมาเเชร์ให้ฟังนะครับว่าได้อะไรจากสัมนามาบ้าง

……..กลับมาจากสัมนาเเล้วครับ……………..

ในห้องสัมนา
วันนี้มีหลายๆคนที่มีชื่อเสียงเข้ามาฟังกันมากมายเลยทีเดียวครับ ผมไม่ได้อยู่จนจบเนื่องจากค่อยข้างง่วงทีเดียว เลยเเวะไปเเถวทองหล่อ เพื่อเเวะฝึกซ้อมการเทรดกับเทรดเดอร์นักเปียโน จากนั้นก็นั่งอ่านหนังสือ Rich Dad & Poor Dad เล่มเกษียณเร็ว & เกษียณรวยไปด้วย ซึ่งผมค่อนข้างชอบเล่มนี้เป็นพิเศษ อ่านจนสภาพหนังสือค่อนข้างเเย่เลยทีเดียว สิ่งที่ได้จากการอ่านวันนี้ เป็นเเง่คิดที่น่าสนใจทีเดียว ….
1.จริงๆ เเล้วการลงทุนเป็นแผนการ คือ เเผนการเป็นเรื่องสำคัญมากๆของชีวิต ถ้าเรามีแผนการที่ดีเราก็สามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างไม่ยากเย็น
2.เราต้องกำหนดกลยุทธ์การออก ในการลงทุนนักลงทุนจะมีเเผนการออกก่อนที่เขาจะลงทุนเสมอ ข้อนี้ผมอ่านหลายๆรอบก็ยังไม่เข้าใจ ในที่สุดก็เริ่มเข้าใจเมื่อลองลงทุนด้วยตัวเอง
3. เราต้องสร้างเเผนการที่เหมาะกับตัวเราเอง โดยก้าวเเรกนั้นก็คือเราต้องค้นหาว่าเราเก่งด้านไหน
4.ถ้าเราไม่ร่ำรวยในวันนี้เพราะเราพลาดเรือเที่ยวสุดท้ายไป อย่ากังวลเพราะยังคงมีเรือลำอื่นๆอีกที่พร้อมจะนำเราไปสู่ดินเเดนเเห่งความมั่งคั่ง เเละโอกาสที่ดี เเต่คำถามที่สำคัญมากๆก็คือ “เราจะขึ้นบนเรือลำนั้นรึป่าว”

วันนี้ผมสมัคร CFA สำหรับรอบเดือนธันวาคม
สอบคราวนี้รอบที่ 3 เเล้ว สอบมาเเล้ว 2 รอบยังไม่ผ่านซักที ต้องพยามมากขึ้นอีก
เเต่ผมจะสอบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะผ่านนั่นเเหละครับ

ตอนนี้ ตี 1.30 ฝนตกหนักด้วย
ผมขอตัวไปนอนก่อนเเล้วล่ะครับ

วันที่9 ของการเดินทาง (18 Aug 2009)

วันนี้ ผมตื่นมาตอน 7 โมงครับ มี Mail ตอบรับมาจากคุณ Trisith เรื่อง Datafeed เข้า Meta Stock ซึ่งผมได้สมัครใช้ Trial เพื่อทดสอบดึงข้อมูล intraday มาปรับเเต่งข้อมูลใน Metastock ซึ่งการใช้ฐานข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ผมสามารถหาจังหวะซื้อขายระหว่างวัน สำหรับตลาด TFEX ในไทยได้ครับ ตอนนี้กำลังปรับเเต่งสูตร เเละ Timeframe เพื่อให้สามารถเข้าเทรดได้จริง ซึ่งถ้าสังเกตุให้ดีจะพบว่าในตลาด TFEX ของไทย จะได้รับอิทธิพลจากตลาด โลกพอสมควร หากในช่วงตอนกลางคืนดัชนีดาวโจนส์ลงอย่างรุนเเรง กราฟก็จะมีการเปิดกระโดดลงมาอย่างที่เห็น ในภาพโชว์เป็นการนำระบบของชมรม CDC มาปรับเเต่งให้สามารถเทรดใน Timeframe 5 นาทีได้ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ซื้อขายบ่อยครั้ง มีต้นทุนในค่าธรรมเนียมในการซื้อขายค่อนข้างมาก

สำหรับอาจารย์ด้านการเทรดที่ผมนับถือก็มีอยู่ หลายท่านครับ
1.ลุงโฉลก ท่านนี้คือของจริง ผมรู้สึกว่าคุณลุงได้ถ่ายทอดสิ่งดีๆ หลายๆอย่างให้กับผมทั้งเรื่องของระบบเทรด เเละก็วินัยในการลุงทุน เเละยังพูดครอบคลุมไปถึงเรื่องการใช้ชีวิตด้วย ผมชอบวิธีการใช้ชีวิตของคุณลุงมากที่ทำสวนในเวลากลางวัน เเละใช้เวลาไม่มากนักในการเทรด คุณลุงมองว่าเราไม่ควรจะเสียเวลากับการคิดค้นระบบเทรดมากนัก เเต่เราควรจะมีระบบเทรดที่ดีเพื่อทำงานเเทนเรา เราจะได้มีเวลาเอาไปใช้ทำสิ่งอื่นๆที่สำคัญมากกว่าในชีวิต เช่น อยู่กับครอบครัวหรือท่องเที่ยว
2.อาจารย์ ดอน ท่านได้สอนวิธีการใช้ Sto เเละวิธีการต่างๆในการเทรดค่าเงินให้ผมเช่นกัน

ผมได้เเนวคิดในการเทรดหลักๆมาจากอาจารย์ 2 ท่านนี้

ผมมีข้อเเนะนำสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการจะสร้างระบบง่ายๆ ให้เราลองใช้ EMA 13-34 ตัดกัน เพื่อหาเเนวโน้มในการซื้อขายระยะวันEODผมลองทดสอบด้วยการทำ Backtesting เเล้วหา Equity Curve เพื่อดูว่ามันจะทำกำไรได้จริงเเค่ไหน ผลปรากฏออกมา น่าสนใจทีเดียวครับ คือEMA คู่ดังกล่าวนี้ สามารถสร้างผลกำไรได้ในหุ้นหลายๆตัวเกือบ 70% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในตลาดเลยทีเดียว ยกเว้นว่าราคาของหุ้นตัวนั้นลงมาอย่างเดียว เเบบนี้ EMA ก็ช่วยลำบากครับ

นอกจากการคิดค้นระบบเทรดเเล้ว ผมยังต้องอ่าน CAIA เพื่อเตรียมสอบเเก้ตัวสำหรับเดือนกันยายนนี้ด้วย
CAIA คือ Cer ใบนึงของสายการเงินครับ ไม่ใช่ใบหลักเหมือน CFA เเต่ Cer ในนี้จะเน้นไปในเรื่องของ Alternative investing เเละก็ Hedge Fund

ตอนนี้เกิดปัญหากับคอมผมพอสมควร คือคอมเริ่มมีอาการรวนเหมือนจะโดนไวรัส เเละเมาส์ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เนื่องจากปุ่มกดเสีย วันนี้คงถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนเมาส์กันซักที

วันที่ 8 ของการเดินทาง (17 Aug 09)

วันนี้ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้าครับ กิจกรรมสำหรับวันนี้ค่อนข้างเยอะทีเดียว
1.ผมเข้ามาวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเพิ่มเติมในเวบบอร์ด เเม้ว่าตัวผมนั่นจะไม่ได้เน้นเรื่องลงทุนในหุ้น เนื่องจากผมเน้นการลงทุนในตราสารที่มีอัตราทดเป็นหลัก เเต่ผมเชื่อว่าวิธีการทางเทคนิคอลสามารถช่วยเราได้ค่อนข้างดีในการหาจังหวะการลงทุนให้ เช่นในการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น PTT,BANPU…..พบว่าระบบที่ผมใช้ในการวิเคราะห์นั้น สามารถช่วยหาจังหวะในการซื้อขายได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

2.วันนี้ ราคาทองคำไม่เป็นไปอย่างที่คาด ทำให้รีบปิด Position ทิ้งไปก่อน ที่ 943.5 เนื่องจาก เหมือนราคาจะหลุดกรอบเเนวรับลงมา ซึ่งเป็นกรอบเเนวรับสำคัญครับหากหลุดกรอบนี้ ราคาอาจจะลงไปได้ถึงบริเวณ 924$เลยทีเดียว ทำให้ผมต้องรีบเข้าไปวิเคราะห์ทิศทางของราคาทองคำใหม่ทั้งใน Thaigold.info เเละก็ใน Optionist.org ครับ

3.ผมนั่งทดสอบระบบ ที่ใช้กับตลาด TFEX นานเลยครับ ถ้าสำเร็จผมก็สามารถจะเข้าไปทำงานใน เเผนก Proprietary ได้เเต่ถ้าไม่สำเร็จก็คงหมดโอกาสสำหรับงานนี้ครับ เชื่อมั้ยครับว่า การหาระบบให้เหมาะสมกับ TFEX ในไทยนั้นยากยิ่งกว่าการหาระบบให้กับตลาดค่าเงินซะอีก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

4.วันนี้ผมเเวะเข้าไปที่ห้องโถงสำหรับอ่านหนังสือ เเละทำงานที่นิด้าครับ เจอรุ่นพี่ได้ List เเนะนำหนังดีๆมาเยอะเลย ทั้งLOST , Wall street ซึ่งผมรู้สึกว่าการดูภาพยนตร์นั้นสามารถที่จะช่วย Enlighten ของเราได้ครับ เเละที่สำคัญเราสามารถที่จะได้ไปท่องเที่ยวผ่านทางภาพยนตร์เช่นกัน มันจะช่วยให้เราเห็นมุมมองในการมองโลกที่หลากหลายขึ้น

5.วันนี้ผมทดสอบ เทรดค่าเงิน วันนี้โดนไปหลายรอบเหมือนกัน ยังคงต้องฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเลย

วันที่ 7 ของการเดินทาง (16/8/2009)

เมื่อคืน ผมเข้าไปทดสอบ Trading System ซึ่งผมเคยได้ยินมาจากอาจารย์ว่า เป็น “Holy Grail” สำหรับการเทรดค่าเงิน ระบบนี้เป็นการตัดกันของ MA 2 เส้นธรรมดา บน TimeFrame 1 ชั่วโมง ผมจึงลองนำไปทดสอบดู กับโปรแกรม Meta Stock เพื่อหา Equity Curve เเละเเล้วผลก็ออกมา ดีเกินคาดครับ คือ จากรูปถ้าเราทำการเทรดตามการตัดขึ้นเเละลง ของ EMA ในทุกๆ สัญญาณที่เกิดขึ้น เป็นเวลา 10 เดือน ก็จะได้กำไร เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามกราฟสีเเดงๆโดยได้กำไร 3,000 pips คิดต่อเดือนก็ 300 Pips ต่อเดือนพอดี เข้าเป้าตามที่ผมต้องการเลยทีเดียว เเต่ยังมีข้อเสียคือมีDrawdown ค่อนข้างสูง ซึ่งทำให้ความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ถ้าลดตรงจุดนี้ได้ ก็จะเป็นระบบเทรดที่ดีมากๆ ระบบนึงเลย ผมเคยได้ยินมาเหมือนกันว่า ระบบการเทรดที่เรียบง่ายมักจะประสบความสำเร็จในการเทรด มากกว่าระบบที่ซับซ้อน

เเต่ระบบนี้ไม่รู้ว่าจะนำมาใช้กับตลาด TFEX ของไทยได้มั้ยต้องลองดูครับ

วันที่ 6 ของการเดินทาง (15 Aug 2009)

วันนี้ผมตื่นมาตั้งเเต่เช้าเพื่อมาดูราคาทองคำ เพราะว่าเมื่อคืนผมเปิด Long Position ทองคำในตลาดโลกไว้เเถวๆ 947$ โดยหวังว่าราคาน่าจะไปเเถวๆ 967$ ในเร็ววันนี้ เนื่องจากราคาของทองคำแกว่งอยู่ในกรอบ

ตามที่ผมเคยสัญญาไว้ ว่าวันนี้ผมจะเปิดเผยโมเดลในการบริหารหน้าตักในการเทรดให้ดูบางส่วน เนื่องจากสำหรับผมเเล้ว เรื่องของระบบที่ใช้ในการเทรด มีความสำคัญน้อยรองลงมาจากการบริหารหน้าตัก( Money Management )เยอะมากๆ

นี่คือตัวอย่างโมเดลในการบริหารหน้าตัก

1.การจะทำให้โมเดลเทรดอันนี้เป็นจริงนั้นขึ้นมานั้นผมจะต้องเทรดให้ได้เดือนละ 300 pips จาก 20 วันเทรด คิดเฉลี่ยก็คือ ต้องทำให้ได้วันละ 15 pips ซึ่งไม่ยากเท่าไหร่ เพราะว่าส่วนใหญ่มืออาชีพจะได้เฉลี่ยกันถึงวันละ 30 pips เลยทีเดียว

2.ผมตั้งชื่อโมเดลนี้ว่า “Forex Factory” เพราะผมรู้สึกว่าการเทรดนั้น ไม่ใช่เเค่เรื่องของการซื้อขายให้ได้กำไร เเต่มันคือกิจการดีๆ นี้เอง มันคือโรงงานที่สามารถผลิตเงินให้เราตลอดเวลาตั้งเเต่วันจันทร์ – ศุกร์เเละไม่ต้องการลูกจ้าง เนื่องจาก computer & Internet จะทำงานเเทนลูกจ้างทั้งหมดให้เรา เรามีหน้าที่เเค่บริหารโรงงานอย่างดี เราก็จะมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โมเดลนี้เรายังต้องทำงานอยู่ (self-employed) ถ้าเราคิดจาก Quart ต่างๆ จากหนังสือพ่อรวยสอนลูก ดังนั้นเราต้องต่อ Slot เข้ากับโมเดลที่จะทำให้เราไม่ต้องทำงาน เเละเป็นอิสระภาพทางการเงินอย่างเเท้จริง ซึ่งผมจะให้ดูในวันถัดๆไป

3.โมเดลบริหารหน้าตักของผม ออกเเบบให้มีลักษะคล้ายเกมส์ เพื่อจูงใจให้ตัวเองผ่านด่านเเต่ละด่านไปให้ครบ เพื่อจะได้มีวินัย เเละเเรงจูงใจในการเทรด โดยผมจะเทรด……

0.1 lot ซึ่งทุกๆการขยับ 1 Pips ผมจะได้หรือเสียเงินจากการเทรด 1$ ต่อ เงินหน้าตัก 1,200 $
ดังนั้น ถ้าผมทำได้ 15 pips ต่อวัน หรือ 300pips ต่อเดือน (20 วันเทรด)
ผมจะมีรายได้จากโรงงานForex เดือนละ 300 pips x1 = 300$ /เดือน
ซึ่งมันไม่มากนัก

…..เเต่เมื่อจบ Level 1 ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี
ผมจะได้เทรด 1 lot ซึ่ง ทุกๆ การขยับ 1 Pips ผมจะได้หรือเสียเงินจากการเทรด 10$ ต่อ เงินหน้าตัก 12,000 $
ดังนั้น ถ้าผมทำได้ 15 pips ต่อวัน หรือ 300pips ต่อเดือน(20 วันเทรด) จากเงิน 12,000$
ผมจะมีรายได้จากโรงงานForex เดือนละ 300 pips x10 = 3,000$ /เดือน

จะเห็นว่ารายได้ต่อเดือนของผมจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่ผมมีฝึมือในการเทรดเท่าเดิมเพียงเเค่ 15 pips ต่อวันเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนที่ยากที่สุด คือทำอย่างไรถึงจะได้ 15 pips ต่อเดือน คำตอบก็คือ ฝึกซ้อม ฝึกซ้อม เเละก็ฝึกซ้อมเท่านั้นครับ เมื่อผมทำได้ 15 pips ต่อวันอย่างสม่ำเสมอ เเล้วโมเดลที่ผลวางไว้ก็จะเป็นจริง เเต่การที่เราจะทำให้ได้ 15 pips ต่อวันนั้น เราจะต้องฝึกซ้อมกันเป็นปีเลยทีเดียว

นี่คือส่วนหนึ่งของเเผนการสู่อิสระภาพทางด้านการเงิน ด้วยการเทรดของผมซึ่งอาศัย
1.การเคลื่อนเข้ามาของยุคบูรณาการเเห่งปัญญา
2.Leverage จากตราสารทางการเงินประมาณ 100 เท่า
3.Leverage ของเป้าหมายที่ชัดเจน
4.Leverage ของเเผนการ
5.Leverage จากเทคโนโลยี computer & internet
ทำให้ผมสามารถที่จะสร้างโรงงานขนาดเล็กๆ (Forex Factory ) บนตลาดการเงินโลก เพื่อให้ผมสามารถมีอิสระภาพเเละความมั่งคั้งอย่างเเท้จริง ซึ่งทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นเเละจบลงภายใน 5 ปีต่อจากนี้ หรือประมาณ 365 x 5 = 1825 วันเดินทาง
เเต่เราเดินทางมาเเล้วด้วยกัน 5 วัน ดังนั้นเหลืออีก 1820 วันเดินทางครับ

เพื่อนๆที่อ่านอยู่ก็สามารถทำได้ครับ
ตั้งเป้าหมายดูว่า เราต้องการอะไรจริงๆ จากชีวิตเเล้วเขียนมันออกมา ซึ่งมันอาจจะต้องปรับเปลี่ยนหลายครั้งทีเดียวกว่าจะตรงกับความต้องการของตัวเราเองจริงๆ เเต่ถ้าเราไม่เริ่มเขียนตั้งเเต่วันนี้ ก็น่าสียดายเวลาที่ผ่านมาเเละก็ผ่านไปครับ

วันที่ 5 ของการเดินทาง (14 Aug 2009)

วันนี้ผมจะพูดถึงประวัติของผมมากขึ้นเพื่อให้นักเดินทางทุกท่านที่ร่วมเดินทางได้รู้สึกร่วมไปด้วยกัน …. ดังนั้นวันนี้ผมจะพูดเรื่องประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตผมของกับการตั้งเป้าหมาย หวังว่าเรื่องราวของผมจะช่วยให้นักเดินทางทุกท่านมีความชัดเจนกับเป้าหมายในชีวิตกันมากขึ้น

บางครั้งเราก็อยากจะรู้ว่าชีวิตอีก 5 ปี ในข้างหน้าเราจะมีอะไร เเล้วเราจะไปถึงได้อย่างไร จริงๆเราสามารถออกเเบบมันได้ตั้งเเต่วันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราออกเเบบมักจะเป็นจริงเสมอ ขอเพียงเเต่เรามองเห็นมันในความคิดเท่านั้นเอง สมัยก่อนผมได้ทำบางสิ่งบางอย่าง ที่ให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างน่ามหัศจรรย์ นั่นคือผมอยากได้อะไร ผมจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน บางครั้งเป้าหมายชัดมากๆจนกระทั่งผมเขียนมันออกมาเเล้วเเปะมันไว้ที่ข้างประตู เเล้วบางครั้งก็มักจะได้เป้าหมายนั้นมาอย่างเหลือเชื่อ เเต่มันต้องเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ เเล้วเราจะไม่พลาดเป้า เรื่องต่อไปนี้เป็นผลลัพธ์จากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตผม

ตอนสมัยมัธยม ผมอยากจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผมฝันถึงการได้เป็นนักเรียนที่นี่ ผมอยากถูกคนรอบข้างชื่นชมว่าผมเป็นเด็กเรียนเก่ง ผมจึงอ่านหนังสืออย่างหนัก ตั้งใจเรียนอย่างมาก เเละเเล้วผมก็ทำสำเร็จ….ผมสามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้เป็นผลสำเร็จ

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงเเรกที่เข้ามัธยมปลายได้ผมค่อนข้างสับสนมากๆ ว่าผมอยากจะเข้าคณะอะไร พอเป้าหมายเริ่มชัดเจนว่า ผมอยากจะเข้าศึกษาต่อที่ คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่จุฬาฯ ซึ่งขณะนั้นคะเเนนในการเอนทรานซ์สูงที่สุดในสายศิลป์เลยก็ว่าได้ ผมไม่เก่งภาษาอังกฤษเเล้วที่นี้จะทำอย่างไรดี ผมเขียนเป้าหมายนี้ลงในเศษกระดาษ พร้อมกับคะเเนนเอนซ์ที่ต้องการเเต่ละวิชาติดไว้ตรงประตู เเละหน้าโต๊ะอ่านหนังสือ ผมดูมันบ่อยๆเพราะมันช่วยให้ผมมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเป้าหมายมากขึ้น หลังจากที่สอบเสร็จทั้ง 2 ครั้ง……เมื่อคะเเนนเอนซ์ออกมา คะเเนนของผมก้ำกึ่งมาก มีโอกาสติด 50-50 ผมเลือกรัฐศาสตร์ 4 อันดับ เเละเเล้ววันประกาศผลก็มาถึง ผมเอนท์ติดในสาขาเเละคณะที่ต้องการเเบบเส้นยาเเดงผ่าเเปด ผมเข้าได้เป็นลำดับที่สุดท้ายของคณะพอดีในประเภทคนที่สอบเข้าด้วยสายคำนวณด้วยกัน ผมทึ่งเเละอึ้งมาก เเต่มันก็เป็นไปเเล้วจากพลังของการตั้งเป้าหมาย

ตอนเเข่งขันโครงการนักวางเเผนทางการเงินรุ่นใหม่ Fast Program ที่จัดโดยกลุ่มหลักทรัพย์กสิกรไทย เมืองไทยประกันชีวิต เเละภัทรหลักทรัพย์ มีการเเข่งขันกันประมาณ 18 ทีม ผมตั้งเป้าหมายว่าทีมเราน่าจะชนะ ผมรู้สึกได้เเละเริ่มมีความมั่นใจ เเม้ดูภาพรวมเเล้วทีมเราไม่ใช่ตัวเต็ง เเต่เป็นทีมอยู่รั้งท้ายด้วยซ้ำ ทีมของเราจึงต้องทำงานกันอย่างหนักทุกๆวัน เเละเเล้วผลก็ออกมาว่าทีมเราชนะ ได้ไปดูงานที่เมอริลลินซ์ สาขาฮ่องกง

ตอนเเข่งขันโครงการ YRC (Young Researcher Competition) โครงการนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รุ่นใหม่ ซึ่งในเเต่ละปีจะมีผู้เข้าเเข่งขันกันประมาณ 1,200 คน ผมลงเเข่งถึง 3 ครั้งกว่าจะได้รับรางวัล
ครั้งเเรก : ผมเข้ามาถึงรอบ 50 คนสุดท้าย
ครั้งที่สอง : ผมลงสมัครไว้ ผมติดธุระวันสอบเเข่งขันรอบเเรกพอดี ทำให้ผมไม่สามารถเข้าสอบได้
ครั้งที่สาม : ผมฝึกฝนอย่างหนัก ตั้งใจว่านี่อาจเป็นปีสุดท้ายเเล้วที่จะลงเเข่งขัน ผมตั้งใจทำบทวิเคราะห์อย่างมาก เรียกว่านั่งทำกันจนถึงตีสามเลยทีเดียว ในที่สุดผมก็ได้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย เเม้ว่าผมจะไม่ได้รางวัลชนะเลิศ หรือ รองชนะเลิศ ผมก็รู้สึกคุ้มค่าที่ในที่สุดผมก็สามารถจบปีสุดท้ายของการเเข่งขันได้อย่างดี

ประสบการณ์ที่ผมไม่เข้าเป้าก็มีครับ เเต่ถ้าเล่าก็คงไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไร
ผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งเป้าจะไปให้ถึงดวงดาว อย่างน้อยก็น่าจะถึงดวงจันทร์

ตอนนี้เป้าหมายของผมคือการเดินทางสู่เทรดเดอร์มืออาชีพในอีก 5 ปี
หวังว่าผมจะไม่พลาดเป้านะครับ

วันที่ 4 ของการเดินทาง (13 Aug 2008)

ผมใช้เวลาในการตัดสินใจเรื่องต่อไปนี้ อยู่เดือนนึงเลยทีเดียวครับ ผมภาวนาว่ามันจะต้องมีทางออก เเละในที่สุดผมก็ค้นพบมัน วันนั้นเป็นวันที่ผมเขียนในBlog Optionistic ว่าเป็นการเริ่มออกเดินทางวันเเรกด้วย …….

เรื่องที่คับข้องใจผมมานานมากๆ คือผมอยากจะทำงานอะไรกันเเน่ ……ที่เเน่ๆผมชอบอิสระ

อาจารย์ (Phd) Vs Trader
ผมเคยคิดว่ามันจะไปกันได้ ถ้าผมเป็นอาจารย์สอน Alternative Investing……… เเต่จริงๆเเล้วมันไปด้วยกันไม่ได้ครับ ถ้าอยากจะเชี่ยวชาญ อยากลงลึกต้องเลือกเเค่ทางเดียวเท่านั้น ย้ำว่าทางเดียวเท่านั้นครับ

ขอเล่าย้อนกลับไปเมื่อปีที่เเล้วครับ
ผมเคยคิดว่าผมชอบทำงานในสายวิเคราะห์หลักทรัพย์ เพราะว่าผมรู้สึกสนุกกับการเทรดหุ้นเเละค่าเงิน ผมเคยเข้าเเข่งขันเกี่ยวกับโครงการวิเคราะห์หลักทรัพย์เเละผมก็ได้รับรางวัล ทำให้ผมคิดว่าเราคงจะชอบการวิเคราะห์เป็นเเน่ ผมเลยตัดสินใจส่งใบสมัครงานไปตามบลต่างๆ หวังว่าจะได้เข้าทำงานในเเผนกวิเคราะห์ซักที่ เเละเเล้วผมก็ได้รับการตอบรับให้อยู่แผนกวิเคราะห์หลักทรัพย์ ทำหน้าที่ช่วยหัวหน้าเเละนักวิเคราะห์ จะว่าไปผมก็เป็นคนเเรกในรุ่นที่ได้งานครับ ผมตื่นเต้นมากๆ เเละผมก็ได้ทำงานอยู่ประมาณ เกือบ 1 ปีผมก็ตัดสินใจลาออก เพราะว่า
1.ผมค้นพบว่าตัวเอง ชอบงานที่มีอิสระอย่างมาก อาจจะเป็นเทรดเดอร์อิสระ หรือ อาจารย์
2.ผมต้องการเวลามากพอที่จะคิดว่าตัวเองต้องการอะไรจากชีวิต
ผมยื่นใบลาออก ด้วยเหตุผลที่ว่าผมจะเรียนต่อ Phd ทั้งๆ ที่ใจจริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าต้องการมันจริงๆเเค่ไหน

เมื่อลาออกมาเเล้ว ผมกลับไม่ได้ค่อยคิดเรื่อง Phd ครับ เเต่กลับคิดเรื่องระบบ Trade ตลอดเวลา ให้ตายสิ

สองเดือนเเรก : ผมนั่งวางระบบการเงินในชีวิตทั้งหมดครับ เป็นระบบการเงินที่วาง Slot การไหลของเงินอย่างสุดยอด เป็นสุดยอดแผนการเงินที่จะใช้การเทรดทำให้ผมเป็นอิสระ Trading คือหัวใจของเเผนการนี้ครับ เเต่ผมต้องอ่านหนังสือเก็บ Cer เพื่อใช้ประกอบในการยื่น Phd

เวลาผ่านล่วงเลยมา 7 เดือนผมกลับยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพราะว่า
ผมไม่ได้โฟกัสครับ” ผมทำอะไรหลายๆอย่างจนเกินไป จริงๆผมตัดสินใจไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอยากทำอะไรจริงๆในชีวิต

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจครับ ผมปิดโครงการที่จะเป็นอาจารย์ Phd เเล้วเลือกเส้นทางของ เทรดเดอร์อิสระ ด้วยเหตุผลที่ว่า
1.เเม้ว่าทั้งสองอาชีพนี้จะมี ความอิสระในความคิดทั้งคู่เเต่มันมีจุดเเตกต่างกันครับ อาจารย์มีอิสระก็จริง เเต่หน้าที่หลักก็ต้องสอนหนังสือตามเนื้อหาของหลักสูตรครับ ซึ่งมันอาจจะไม่ตรงกับลักษะของผมซะทีเดียว ผมเคยอ่านหนังสือของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี ซึ่งได้เดินทางไปยังหนทางที่คนไม่เคยไป…..ในที่สุดก็ได้บุกเบิกทางให้กับคนรุ่นใหม่ๆอีกมากมายโดยใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในที่สุดก็สามารถไปถึงฝันของตัวเองได้สำเร็จ หนทางที่ผมกำลังจะเดินก็เป็นเห็นทางใหม่เช่นเดียวกัน อาจจะมีคนเดินมาบ้างเเล้วเเต่ก็ยังน้อยคนเพราะหนทางนี้ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในการตัดสินใจ เเต่ภาพข้างหน้าอีก 5ปีในหัวผมมันชัดเจนมากๆ ดังคำถามที่ผมเคยถามตัวเองบ่อยครั้งว่า อิสระภาพ Vs ความมั่นคง เราจะเลือกอะไร —> ผมเลือกทางเดินของอิสระภาพครับ

2. การจะจบ Phd มาเป็นอาจารย์นั้นต้องใช้เวลา 5 ปี ในการเรียนอย่างหนัก เเละเนื้อหาที่เรียนก็คงจะไม่เกี่ยวกับการเทรดเเต่เกี่ยวกับโมเดลทางคณิตศาสตร์ เเละการเงินซึ่งเทรดเดอร์ก็คงไม่ได้ใช้ความรู้เชิงลึกขนาดนั้นในการวิเคราะห์ราคา เเละที่สำคัญการเรียนต่อมันคงจะทำให้ผมไม่ได้เทรดถึง 5 ปี ซึ่งตลอด 5 ปี ผมคงจะไม่มีความสุขอย่างเเน่นอนครับ เเต่ผมสามารถใช้เวลา 5 ปี ต่อจากนี้ไป ทำงานที่ไม่จำเป็นต้องได้รับเงินมากนักในตอนกลางวัน เเละเทรดในเวลา 18.00-24.00 เพื่อเดินทางสู่เส้นทางของเทรดเดอร์อย่างเเท้จริง ซึ่งเชื่อว่าด้วยวิธีการนี้ มันน่าจะเป็นวิถีทางของผมมากกว่า

3.ผมเคยเจอคำถามจากรุ่นน้องของผม ที่กำลังเตรียมตัว Phd ว่า ระหว่างโค้ชของไทเกอร์วู้ดส์ กับ ไทเกอร์วูดส์ เราอยากเป็นอะไร จริงๆคำถามนี้ทำให้ผมคิดได้ทันที่ครับ มันคือคำถามเดียวกับ ระหว่างอาจารย์สอนเทรดกับ เป็นเทรดเดอร์เอง เราอยากเป็นอะไร คำตอบผมมันไม่ยากเลยครับ ผมชอบลงสนามเทรดเองเเน่นอน ผมชอบดูการเคลื่อนไหวของราคา นั่นทำให้ผมเริ่มชัดเจนกับชีวิตมากขึ้น

4. สาส์นจาก Effi Lang นั้นมันเป็นตัวผลัก ให้ผมเข้าใจถึงปรัชญาของการเป็นเทรดเดอร์อย่างเเท้จริง

5.ผมเคยอยากจะเป็นอาจารย์ เพราะต้องการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ เเละวิธีการการเทรดให้กับผู้อื่น เเละพ่อ เเม่ของผมท่านก็เป็นครูทั้งคู่ ท่านสนับสนุนให้ผมเรียนต่อ เเต่หากผมไปเรียนเพื่อเป็นอาจารย์ ผมก็คงจะไม่สำเร็จทักษะการเทรดอย่างเเน่นอน เเละวิชาการเทรดต่างๆก็คงไม่ได้มาจากประสบการณ์ของผมเอง เเต่ถ้าผมมาลุยด้วยวิถีทางเเห่งเทรดเดอร์ ผมจะสามารถเขียนทุกขั้นตอนที่ผมใช้ในการเดินทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งผมตั้งใจจะใช้Blog เเห่งนี้ เป็นสื่อบอกทุกในการเดินทางทุกๆก้าวของผม ในการเดินทางไป”สู่เป้าหมาย 1$ ล้าน ภายใน 5 ปี จากการเทรดเท่านั้น ” เเละเมื่อนั้นก็จะมีคนสำเร็จเหมือนผมอีกมากมาย

6.ผมตั้งใจจะใช้ชีวิตทำในสิ่งที่ชอบอย่างเเท้จริง ชีวิตเราไม่ได้ยืนยาวครับถ้าไม่เริ่มทำวันนี้ เเล้วมันจะได้เริ่มวันไหนกันล่ะครับ ถ้าเรามัวเเต่ทำตามกระเเสของสังคม ก็คงไม่มีเเนวทางใหม่ๆเกิดขึ้นอีกต่อไป

7.ถ้าผมคิดถูก เมื่อผมอายุ30 ผมจะมีอิสะภาพอย่างเเท้จริง ผมจะมีสุดยอดทักษะการเทรด ที่เทียบเคียงกับสัมผัสเเห่งไมดาส สามารถทำเงินจากที่ใด เวลาใดก็ได้ที่จังหวะเทรดมา เเต่ถ้าผมคิดผิดผมก็เสียเวลาไปอีก 5 ปี เเต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมเป็นเทรดเดอร์ที่เก่งขึ้น ผมคิดถึงไปถึงคำพูดของ Effi lang ครับที่บอกว่า “เราอาจจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเป็น วัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน หรือเเม้เเต่เป็นปีถ้ามันจำเป็นจริงๆ เเต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ให้เราเขียนเเผนการ เเละทำเป็นไดอารี่บันทึกการเทรดทุกๆวัน เพราะมันเป็นหนทางที่เร็วที่สุด ที่เราจะเป็นเทรดเดอร์ที่เติบโตขึ้น”

ตอนนี้ ผมเห็นอนาคตเบื้องหน้าชัดเจนมากๆ ครับ
เเละที่สำคัญมันเป็นอนาคตที่ผมเลือกเอง

ท่านผู้อ่านทุกท่านก็มีอิสระในการเลือกเช่นเดียวกันครับ
….เราอาจจะเป็นสิ่งในสิ่งที่คนรอบข้างอยากให้เราเป็น
…..รึว่าเราจะเป็นสิ่งที่เราอยากจะเป็นจริงๆ
คำตอบนี้อยู่ในใจของเราเสมอมา
เรามีอิสระ 100% ที่จะเลือกครับ

Blog นี้จะเป็นการบันทึกทุกรายละเอียดสู่การเดินทางสู่อิสระภาพเเห่งการเทรด ครับ
น่าตื่นเต้นจริงๆ หะๆๆ

พรุ่งนี้ผมจะเปิดเผยโมเดล Slot การเงินบางส่วนที่ใช้คู่กับการเทรดครับ
ผมเรียกมันว่า “Forex Factory”

วันที่ 3 ของการเดินทาง (12 Aug 2009)

ผมตืนมาตอน 8.00 เช้า เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด จากนั้น เเวะไปฝึกซ้อมเทรดค่าเงิน ตอนเช้าผลงานในการเทรด ไม่ดีเท่าทีควรครับ เข้าไป 2 ครั้ง โดนไปเเล้ว 2 ครั้ง
ครั้งเเรก : -2pips
ครั้งที่สอง :-10Pips

Pips คือ จำนวน Piont ที่เราเทรดได้จากค่าเงินครับ
1 Pips ถ้าเราเล่นขนาดสัญญา 0.1 lot จะมีค่า Pips ละ 1US$
1 Pips ถ้าเราเล่นขนาดสัญญา 1 lot จะมีค่า Pips ละ 10US$
1 Pips ถ้าเราเล่นขนาดสัญญา 10 lot จะมีค่า Pips ละ 100US$
วันนึงจะมีการเคลื่นไหวในตลาดค่าเงินวันละ 150 Pips ครับ
ตลาดนี้จะมีสภาพคล่องสูงมากๆ จึงเป็นตลาดที่เหมาะแก่การฝึกฝนทักษะการเทรดมากๆ

เเละก็ปรับปรุงเวบบอร์ด
ได้ผมดึง นักลงทุนที่มีความรู้ทางด้านกองทุนรวม มาให้ความรู้ในห้องกองทุน ซึ่งปกติ ผมจะไม่นิยมลงทุนผ่านกองทุนรวม เพราะว่า ในกองทุนรวมจะมีนโยบายหลายๆอย่าง ที่ต้องปฏิบัติตาม เเต่ผลเชื่อว่ากองทุนก็สามารถนำมาช่วยในการหักภาษีได้ ดังนั้นน่าจะมีประโยชน์กับนักลงทุนทั่วไป จึงตั้งห้องนี้ขึ้นมา

เดี่ยววันนี้จะต้องพยามให้ การเทรดกลับมาบวกให้ได้ครับ
ช่วงบ่าย ผมมีสมาธิในการเทรดมากขึ้น ก็เทรดกลับมาเกือบเท่าทุนได้ครับ
+9 Pips
-7 Pips
+10 Pips

ส่วนพี่เทรดเดอร์นักเปียโน วันนี้ทำกำไรไป 160$ ได้ เฉพาะช่วงกลางวัน จากนั้นพี่เค้าก็พาคุณเเม่ไปทานข้าว ผมล่ะอิจฉาจริงๆครับ อยากจะพัฒนาความสามารถให้ได้ใกล้เคียงบ้าง จริงๆผมเรียนมาจากอาจารย์เดียวกันครับ วิธีการเหมือนกัน เเต่ความนิ่งพี่เทรดเดอร์นักเปียโน เค้ามีจังหวะที่ดี เเละสมาธิที่มากกว่าผม สงสัยว่าผมคงจะต้องสวดมนตร์ ทำสมาธิมากๆเเล้วล่ะม้างง

วันนี้ผมยังได้เเลกเปลี่ยนเเนวคิดกับ Proprietary Trader ของที่นึง ซึ่งใช้ System Trade ในการทำกำไรครับ ซึ่งจริงๆไม่ทราบว่าเคยเรียนทีเดียวกันสมัยมัธยมครับ เขาเล่าให้ฟัง ว่าบางคนในวงการเทรดได้รับโบนัสกันตั้ง 100 เดือนเลย โอ้วววว เยอะมากๆครับ

นอกจากนั้นยังได้คุยเรื่องระบบการเทรด Trisith (เสี่ยสาม) จากเวบ Chaloke.com ด้วย ทำให้เข้าใจว่าระบบเทรดสำคัญมากๆครับ

วันนี้วันเเม่ ผมชวนเเม่ไปทานข้าวนอกบ้าน เเต่เเม่บอกว่าอยากอยู่บ้านหะๆๆ
เเม่ผมดีมากครับ ผมบอกท่านว่าอยากเป็นเทรดเดอร์อิสระ ท่านบอกว่าอยากทำอะไรก็ทำ ให้โฟกัสเต็มที่จนสำเร็จ

ค่ำๆ ผมมาเขียนวิเคราะห์ราคาทองคำ ให้เพื่อนๆชาว Thaigold.info
จากนั้นก็ดึงเพื่อนมาช่วยดูเเลเวบบอร์ดกองทุนได้อีกคนนึงครับ

วันที่ 2 ของการเดินทาง (11 Aug 2009)

วันนี้ผมครุ่นคิด เเละเปรียบเทียบกัน ระหว่าง เทรดเดอร์ 2 ประเภท ว่าผมควรจะไปอยู่จุดไหนดี

1. Proprietary Trader : เทรดเดอร์ที่เทรดให้ตามบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ
จุดเด่นคือ
1.มีรายได้จากเงินส่วนที่ Fix + Profit Sharing จากเงินพอร์ตของบริษัท
2.เวลาทำงานจริงๆ คือเมื่อตลาดเปิด เเละจบเมื่อตลาดปิด
3.มีสังกัดตามบริษัทในฐานะพนักงาน
4.อาจต้องใช้เวลาในการเดินทางไปทำงาน
5.เทรดในตราสารที่บริษัท จำกัดให้เทรด เช่น เทรดตราสารกลุ่มอนุพันธ์ เเละ หุ้น เป็นต้น
6.ส่วนใหญ่ไม่ให้ Hold ข้ามวัน

2.เทรดเดอร์อิสระ : เทรดพอร์ตตัวเอง หรือ พอร์ตของคนที่เอาพอร์ตมาให้เรา
จุดเด่นคือ
1.มีรายได้จากการเทรด 100% ไม่มีเงินเดือน
2.อิสระเต็ม 100% สามารถเทรดได้ทุกรูปแบบทั้ง Hold ข้ามวัน เเละทุกตราสาร ทุกตลาดที่internet สามารถเชื่อมต่อได้
3.ไม่ต้องเดินทาง
4.สามารถเทรดจากที่ใดก็ได้ ที่มีinternet
5.พอร์ตเริ่มเเรกมักจะมีขนาดเล็ก
6.ไม่มีสังกัด อาจลำบากใจถ้ามีคนถามว่า “คุณทำอาชีพอะไร”

บางครั้งเราอาจจะต้องตัดสินใจเลือก ว่าเราจะเป็นเทรดเดอร์ในรูปแบบใด

สำหรับแผนการของผมช่วงเดือนนี้ ผมตั้งใจจะฝึกซ้อมเทรดอย่างหนัก
ผมชอบซ้อมกับตลาดค่าเงิน เพราะว่ามันเปิด 24 ชั่วโมง ทำให้ผมสามารถฝึกซ้อมได้ในเวลากลางคืนตั้ง เเต่ 18.00-24.00 เเละที่สำคัญมันผันผวนเเละแกว่งตัวเร็ว ทำให้เราสามารถฝึกใช้งานด้วย indicator ได้อย่างดี สำหรับอาวุธสำคัญของผมในการลุยตลาดนี้คือ “Sto” เป็นเครื่องมือที่ผมชอบมากที่สุดครับ เเต่ท่านนักลงทุนไม่จำเป็นต้องชอบเหมือนกัน เเล้วเเต่ความถนัดของเรา บางคนก็ชอบ MA บางคนชอบ Fibonacci ต้องลองหาอาวุธที่ถนัดกันดู

งานคืนนี้ของผมคือ
1.เขียนบทวิเคราะห์ทองคำ ที่เวบ Thaigold.info ผมตั้งใจคราวนี้หลังจากฝึกซ้อมอย่างหนัก ความเเม่นยำน่าจะเกิน 70% ได้ซักที
2.เขียน ไดอารี่
3.ฝึกเทรด เเละก็คงจะเล่นอินเตอร์เนท คุยกับเพื่อนๆไปด้วย

ออกเดินทางวันเเรก (10 Aug 2009)

Blog นี้ตั้งใจจะเขียนขึ้น เพื่อบันทึกความทรงจำของผมเอง ในฐานะเทรดเดอร์อิสระคนหนึ่ง ซึ่งได้ตัดสินใจเดินทางเข้าสู่โลกของการเทรด เพื่อค้นหาอิสระทางความคิด ทางการเงิน เเละเวลาอย่างเเท้จริง

ประวัติส่วนตัวของ Optionist
1. ที่ผมใช้นามปากกา ว่า “Optionist” มาจากคำว่า Optiont เเละ Ist ซึ่งหมายความถึงนักลงทุนที่สนใจการเทรดออปชั่น เเต่ในความเป็นจริงเเล้ว ผมสนใจตราสารที่มีการขึ้นลงของราคาเเละมีอัตราทด
2.ผมเป็นเทรดเดอร์ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เเต่ผมได้ฝึกซ้อม ฝึกฝน เเละเชื่อในหนทางของเทรดเดอร์ ว่าการเทรด จะช่วยให้เราสามารถเข้าสู่เป้าหมายทางการเงินได้อย่างเเท้จริง
3.ผมเชื่อว่า ในการที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น
10% อยู่ที่ระบบที่ใช้ (ไม่ว่าจะพื้นฐาน เทคนิค หรือ Event )
30% อยู่ที่การบริหารจัดการเงิน
60% อยู่ที่ระเบี่ยบวินัยในการลงทุน
ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ ปัจจัยพื้นฐาน หรือ เทคนิคอล ในการวิเคราะห์ ก็มีผลเพียงเเค่ 10% เท่านั้น เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องขัดเเย้งกันว่า วิธีการไหนดีกว่ากัน ขอเพียงผลลัพธ์สุดท้าย เราถึงเป้าหมายเหมือนกัน ผมก็เชื่อว่า เป็นวิธีการที่ถูก
4. ตอนนี้ผมอายุ 25 ปี ผมต้องการที่จะใช้เวลา 5 ปี นับจากเเต่นี้ไปฝึกฝนทักษะการเทรด โดยอาจจะใช้เวลาว่าง ในตอนกลางคืนเพื่อการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
5. ผมเชื่อว่าระบบการศึกษาสามารถช่วยเราได้ เเต่ท้ายที่สุดเราต้องออกเดินทางด้วยตัวเอง เเล้วเราถึงจะค้นพบความรู้ เเละประสบการณ์อย่างเเท้จริง

เป้าหมายในชีวิต
1.ผมตั้งใจที่จะสร้างห้องสมุดการลงทุนด้านตราสารความเสี่ยงสูง เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาเเละเรียนรู้ ก่อน ปี 2557 (อีก 5 ปีนับจากนี้ไป)
2.ผมตั้งใจจะใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต ท่องเที่ยวเเละเทรด ผมรู้สึกว่า ในชีวิตของเรายังมีสิ่งที่น่าค้นหาอีกมากมาย การท่องเที่ยวจะช่วยทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้น ผมจะพยามเรียนรู้ให้มากผ่านทางการท่องเที่ยว เฉกเช่น จิม โรเจอร์
3.เทรดเดอร์ที่เป็นอาจารย์สอนผม บอกว่าทุกอย่าเริ่มต้นที่ 1,000$ เมื่อเราสามารถเทรดจากเงิน 1,000$ ให้กลายเป็น 10,000$ ได้ การเทรดจาก 10,000 —> 1 ล้าน $ ก็ใช้ทักษะเดียวกัน ดังนั้นผมตั้งใจจะใช้ทักษะการเทรดทั้งหมดที่มี สร้างเงินจาก 1,000$ —> 1,000,000$ นี่คือ เป้าหมาย 5 ปี ของผม เเละผมหวังว่ามันจะเป็นจริง ก่อนอายุ 30ปี โดยที่ท่านผู้อ่านทุกท่านสามารถจะตั้งเป้าหมายเเละทำตามไปด้วยกัน

เตรียมตัวออกเดินทาง
1.ทำไมผมต้องเขียน Blog นี้ขึ้นมา ก็เพราะว่าผมต้องการจะย้ำเตือนตัวเอง ให้อยู่ในหนทางของการเทรดตลอดเวลา ไม่ให้เขวไปในทางใดทางหนึ่ง การเขียนDairy นี้ขึ้นมาจะทำให้ผมได้ย้อนคิด เเละสามารถนึกย้อนกลับมาดูการเดินทางของตัวเองได้ การเขียนBlog นี้ขึ้นมาจะช่วยให้ผมเห็นความก้าวหน้าของตัวเองในทุกๆ วัน
2.เพื่อให้ผู้อ่านที่มีคิดร่วมกัน ได้ออกเดินทางไปพร้อมๆกัน หากท่านมีความฝันที่จะเป็นเทรดเดอร์อิสระสามารถทำเงินที่ใด เวลาใดก็ได้จากความสามารถในทางความคิดของตัวเอง เราก็มาร่วมเดินทางไปพร้อมๆกัน ท่านจะได้ไม่เดินทางไปตามลำพัง อย่างน้อยก็มีผมที่จะเป็นเพื่อนท่าน
3.เปลี่ยนยุค
ยุคเเรก : ยุคเกษตร ใครที่เป็นเจ้าของที่ดิน เเละมีเเรงงาน ผู้นั้นสามารถจะสร้างความมั่งคั่งมหาศาล
ยุคที่สอง : ยุคของอุตสาหกรรม ยุคนี้ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของโรงงาน เเละปัจจัยการผลิต จะสามารถควบคุมเเรงงาน เเละสร้างความมั่งคั่ง
ยุคที่สาม : ยุคของ Internet มีธุรกิจจำนวนมากเกิดขึ้น ใครที่สามารถจับการเปลี่ยนเเปลงเเนวโน้มครั้งนี้ได้ คนนั้นสามารถสร้างความมั่งคั่งเช่นกัน เช่น Google, Ebay
เเละยุคที่สี่ : ในยุคนี้ มีคนหลายคนตีความหมายเเตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเป็นยุคของ เครือข่าย บ้างก็ว่าเป็นยุคของ Convenient Store เเต่ผมเชื่อในการตีความหมายที่บอกว่าเป็นยุคของการบูรณาการของความรู้ คนที่รู้จักการใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนนั้นสามารถสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาล ซึ่งผมว่าการเทรดก็ดี เเละการลงทุนก็ดี เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมอย่างมากสำหรับยุคนี้
…..เราสามารถที่จะลงทุนออนไลน์จากที่ใดของโลกก็ได้ เพียงเเค่มีinternet ซึ่งเกิดจากยุคที่สาม เป็นฐานรองรับ
….. เราสามารถจะสร้างผลตอบเเทนเเข่งขันกับกองทุนขนาดใหญ่ได้ถ้าเรามีความสามารถเพียงพอ
….. เราสามารถจะล้มยักษ์อย่างโกไลเเอธได้ถ้าเรารู้จักวิธีการ
ยุคนี้จึงเป็นยุคที่จะตัดสิน อิสระภาพ เเละ ความมั่งคั่งกันทางปัญญาอย่างเเท้จริง

เเละเเล้วก็ได้เวลาเริ่มออกเดินทางกัน